นพ.อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา (หมอแอร์) อายุรแพทย์โรคหัวใจ และผู้ชำนาญการด้าน Sports Cardiology โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ เผยแพร่ข้อมูลผ่านเพจ Akanis Srisukwattana ภายหลังมีข่าวนักวิ่งเสียชีวิตระหว่างการแข่งขัน จนทำให้หลายคนกังวลว่า ก่อนลงแข่งขันกีฬาควรตรวจหัวใจมากน้อยเพียงใด
หมอแอร์ย้ำว่า ประโยชน์ของการออกกำลังกายยังมีมากกว่าความเสี่ยงอย่างชัดเจน แม้ภาวะหัวใจหยุดเต้นระหว่างการแข่งขันจะเกิดขึ้นได้ แต่พบไม่บ่อย และความเสี่ยงของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน
ภาวะหัวใจหยุดเต้นระหว่างแข่งขันพบไม่บ่อย แต่อายุยิ่งมากความเสี่ยงยิ่งเพิ่ม
ข้อมูลจากนักวิ่งมาราธอนและฮาล์ฟมาราธอนในสหรัฐอเมริกากว่า 29 ล้านครั้ง พบภาวะหัวใจหยุดเต้นประมาณ 1 ต่อ 167,000 การเข้าร่วมแข่งขัน โดยพบได้บ่อยกว่าในผู้ชาย ผู้ที่วิ่งฟูลมาราธอน และนักวิ่งที่มีอายุมากขึ้น ขณะที่ข้อมูลจากประเทศญี่ปุ่น พบว่าอัตราการเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเพิ่มขึ้นตามอายุ ได้แก่
- วัยต่ำกว่า 50 ปี ประมาณ 1 ต่อ 110,000
- อายุ 50–59 ปี ประมาณ 1 ต่อ 38,000
- อายุ 60 ปีขึ้นไป ประมาณ 1 ต่อ 18,000
- และในบางกลุ่มอาจสูงถึง 1 ต่อ 5,000
หมอแอร์อธิบายว่า อายุ 35 ปีไม่ใช่เส้นแบ่งที่ข้ามแล้วจะเกิดอันตรายทันที แต่หลังอายุประมาณ 35 ปี สาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตระหว่างออกกำลังกายจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากโรคหัวใจแต่กำเนิดหรือโรคทางพันธุกรรม มาเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจจากคราบไขมัน จึงควรให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงมากขึ้นตามอายุ
ประเมินก่อนแข่งจาก 3 ปัจจัยสำคัญ
ในฐานะแพทย์ด้านหัวใจและเวชศาสตร์การกีฬา หมอแอร์ระบุว่า การประเมินก่อนแข่งขันควรพิจารณา 3 เรื่องหลัก ได้แก่
ชนิดของกีฬา
กีฬาประเภท Endurance เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และไตรกีฬา รวมถึงกีฬาที่ใช้กำลังปะทะหรือใช้แรงสูง เช่น ฟุตบอลและมวย มีโอกาสเกิดปัญหาหัวใจได้มากกว่ากีฬาที่เน้นทักษะ เช่น กอล์ฟ
ความหนักและระยะเวลาของการแข่งขัน
แต่ละคนใช้ความหนักในการแข่งขันไม่เท่ากัน การวิ่งเพื่อสุขภาพกับการวิ่งเต็มกำลังหลายชั่วโมงสร้างภาระต่อหัวใจแตกต่างกัน จึงต้องประเมินเป็นรายบุคคล
ความเสี่ยงของนักกีฬาแต่ละคน
แพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจได้หลายวิธี เช่น Thai CV Risk Score, SCORE2 หรือ PREVENT-ASCVD ตามความเหมาะสม ซึ่งผู้ที่มีระดับความเสี่ยงต่างกันก็จะได้รับการตรวจคัดกรองที่แตกต่างกัน
แล้วควรตรวจอะไรบ้าง?
หมอแอร์แนะนำว่า ทุกคนควรเริ่มจากการประเมินก่อนแข่งขัน ได้แก่ การซักประวัติอาการ ประวัติครอบครัว ตรวจร่างกาย วัดความดันโลหิต และประเมินปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ
คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG)
มีประโยชน์โดยเฉพาะผู้ที่จะแข่งขันหนัก มีอายุมากขึ้น หรือมีสัญญาณเตือน แต่ต้องแปลผลด้วยเกณฑ์สำหรับนักกีฬา เพราะหัวใจของนักกีฬาอาจมีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ใช่โรค
แนวทางของสหรัฐอเมริกายังไม่ได้กำหนดให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนต้องตรวจ ECG ขณะที่แนวทางของยุโรปแนะนำให้ตรวจในนักกีฬาทุกราย อย่างไรก็ตาม แม้ผล ECG จะปกติ ก็ไม่ได้รับประกันว่าจะไม่มีโรคหัวใจหรือคราบไขมันในหลอดเลือด แต่หากพบความผิดปกติ ก็อาจช่วยตรวจพบโรคก่อนลงแข่งขันและลดความเสี่ยงได้
การเดินสายพานหรือ CPET/VO₂ max
ควรพิจารณาในผู้ที่มีอาการ ผลตรวจเบื้องต้นผิดปกติ มีความเสี่ยงโรคหัวใจสูง หรือไม่ค่อยออกกำลังกายมาก่อนแต่กำลังจะลงแข่งขันหนัก เพราะช่วยประเมินอาการ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะหัวใจขาดเลือด ความดันโลหิตขณะออกแรง และสมรรถภาพร่างกายสูงสุด
CT Calcium Score (CAC)
มีประโยชน์ในการประเมินปริมาณคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะผู้ชายอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป และผู้หญิงอายุประมาณ 45 ปีขึ้นไป ที่มีความเสี่ยงก้ำกึ่งถึงปานกลาง มีค่า LDL สูง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ ซึ่งผลตรวจสามารถช่วยประกอบการตัดสินใจรักษาได้ ทั้งนี้CAC ไม่ใช่การตรวจเพื่อยืนยันว่าลงแข่งขันได้อย่างปลอดภัย และไม่จำเป็นต้องตรวจในทุกคน
ส่วนการตรวจ Echo, Holter, CCTA หรือ Cardiac MRI ควรเลือกใช้เมื่อมีอาการหรือพบความผิดปกติจากการประเมินเบื้องต้น
ออกกำลังกายมาก ก็ยังเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจได้
หมอแอร์ระบุว่า แม้การออกกำลังกายจะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้มาก แต่ไม่สามารถลบผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เช่น LDL สูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน การสูบบุหรี่ หรือพันธุกรรม ได้ทั้งหมด
LDL ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดคราบไขมันในหลอดเลือดหัวใจ แม้การปรับอาหารและเปลี่ยนพฤติกรรมจะช่วยลด LDL ได้ แต่ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละคน และโดยทั่วไปมักลดได้ไม่เกิน 25%
หากออกกำลังกายและควบคุมอาหารแล้ว LDL ยังสูงมาก หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจก่อนวัย ควรได้รับการประเมินภาวะไขมันในเลือดสูงจากพันธุกรรม และพิจารณาการรักษาด้วยยาตามระดับความเสี่ยง ไม่ควรคิดว่าการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวจะชดเชย LDL สูงได้ทั้งหมด
นอกจากนี้ นักกีฬาที่มีสมรรถภาพดีอาจยังมีคราบไขมันในหลอดเลือดหัวใจโดยไม่มีอาการ และในบางราย ภาวะหัวใจหยุดเต้นอาจเป็นอาการแรกของโรค ดังนั้น ความฟิตจึงไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าหลอดเลือดหัวใจปกติ
สนามแข่งขันที่มีระบบแพทย์พร้อม ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิต
หมอแอร์ยังเน้นว่า การเลือกงานแข่งขันก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคหัวใจหรือมีความเสี่ยงสูง ควรเลือกงานที่มี Medical Director และแผนรับมือเหตุฉุกเฉินที่ชัดเจน มีทีมที่สามารถทำ CPR ได้ มีเครื่อง AED เข้าถึงได้รวดเร็วตลอดเส้นทางแข่งขัน รวมถึงมีระบบสื่อสาร การส่งต่อโรงพยาบาล และแผนรับมือสภาพอากาศร้อนหรือเหตุฉุกเฉินที่เหมาะสม
ข้อมูลจากสหรัฐอเมริกาพบว่า ผู้ที่เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นระหว่างการแข่งขันวิ่งมีอัตรารอดชีวิตประมาณ 66% ขณะที่งานวิ่งในกรุงปารีส ซึ่งมีระบบการแพทย์และการช่วยเหลือที่วางแผนไว้อย่างเหมาะสม มีอัตรารอดชีวิตสูงถึง 88% ตามข้อมูลจากวารสาร Europace ปี 2026
หมอแอร์สรุปว่า การคัดกรองที่ดีไม่ใช่การตรวจทุกอย่างในทุกคน แต่คือการเลือกตรวจให้เหมาะสมกับชนิดกีฬา ความหนักของการแข่งขัน และระดับความเสี่ยงของนักกีฬาแต่ละคน พร้อมทั้งควบคุมโรคประจำตัว และเลือกสนามแข่งขันที่มีระบบช่วยชีวิตที่มีประสิทธิภาพ