หลังเกิดเหตุน้องนิหน่า สังคมตั้งคำถามอีกครั้งว่าควรลงโทษผู้ต้องหาถึงขั้นไหน โดยเฉพาะโทษประหารชีวิต พีพีทีวีตรวจสอบคดีข่มขืนย้อนหลัง พบว่าช่วงก่อเหตุตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมาคดีที่ถึงที่สุดแล้ว กรมราชทัณฑ์โทษประหารชีวิตผู้ก่อเหตุไป 5 คดี ล้วนแต่เป็นคดี ที่มีพฤติการณ์โหดร้ายและสะเทือนใจสังคม ส่วนอีก 1 คดีเป็นนักโทษเด็ดขาดแล้ว แต่ยังไม่ถูกลงโทษประหารชีวิต
ย้อนไปเมื่อปี 2538 นายสมศักดิ์ พรนารายณ์ ก่อคดีข่มขืนแล้วใช้สายไฟรัดคอเด็กสาววัย 15 ปี เสียชีวิต ใน อ.เชียงคาน จ.เลย กรกฎาคม 2538 คดีนี้ศาลตัดสินประหารชีวิต และนายสมศักดิ์ ถูกประหารชีวิต เมื่อปี 2542
ต่อมาเป็นคดีนายพันธุ์ สายทอง ก่อเหตุข่มขืน ฆ่า ด.ญ.วัย 5 ขวบ ในห้องน้ำโรงเรียนย่านบางพลัด เมื่อกรกฎาคม 2539 หลังเพิ่งพ้นโทษคดียาเสพติดมาได้ไม่นาน คดีนี้นายพันธุ์ ถูกศาลตัดสินประหารชีวิต ก่อนถูกประหารชีวิตไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2542
คดีที่ 3 นายเดชา สุวรรณสุก ข่มขืน ฆ่าลูกสาววัย 4 ขวบ ย่านสุวินทวงศ์ กรกฎาคม 2539 โดยนายเดชา อ้างว่าลูกชายซึ่งเป็นพี่ชายเป็นคนข่มขืน แต่จำนนต่อหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์คืออสุจิในร่างกายลูกสาววัย 4 ขวบ ต่อมาศาลตัดสินประหารชีวิต และนายเดชาถูกประหารชีวิต เมื่อกรกฎาคม 2542
ประวัตินายเดชายังพบว่าก่อคดีอาชญากรรมาหลายครั้ง และก่อเหตุอ้างว่าภรรยาไปมีชู้จึงทำไปเพราะแก้แค้น
คดีที่ 4 นายเก้า ปั้นหยัด ข่มขืน ฆ่า ด.ญ.วัย 10 ขวบ ใน อ.เมือง จ.นครปฐม เดือนเมษายน 2539 โยนศพลงน้ำอำพราง เพื่อเบี่ยงเบนคดีอำพรางว่าเด็กจมน้ำเสียชีวิต ศาลตัดสินประหารชีวิต และนายเก้าถูกประหารชีวิต เมื่อเดือนกรกฎาคม 2542
คดีที่ 5 นายอำไพ ใสโพธิ์ ข่มขืน ฆ่า ด.ญ.วัย 2 ขวบเศษ ใน อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ เมษายน 2541 โดยขโมยเด็กไปจากร้านค้าในหมู่บ้าน ศาลตัดสินประหารชีวิต และประหารชีวิตไป เมื่อสิงหาคม 2544
ส่วนคดีโด่งดังเมื่อปี 2557 นายวันชัย แสงขาว พนักงานเอาต์ซอร์สของการรถไฟแห่งประเทศไทย ก่อคดีข่มขืน ฆ่า น้องแก้มในโบกี้รถไฟ สายใต้ ก่อนอำพรางคดีโยนศพออกหน้าต่างทิ้งลงในป่าข้างทางรถไฟ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์
คดีนี้ถึงที่สุดแล้ว ศาลตัดสินประหารชีวิต นายวันชัยไม่ใช้สิทธิทูลเกล้าฯถวายฎีกา แต่เป็นอัตราโทษสูง ต้องยื่นถวายฎีกาตามขั้นตอนกฎหมาย ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอน ทำให้นายวันชัยหรือกอล์ฟ ยังไม่ถูกประหารชีวิต ถูกจองจำในเรือนจำบางขวาง
ด้านนายเดชา กิตติวิทยานันท์ หรือทนายเดชา ประธานเครือข่ายคลายทุกข์ ให้ความเห็นถึงความเหมาะสมคดีข่มขืนว่า โทษที่ระบุตามกฎหมาย เหมาะสมตามพฤติการณ์ของคนร้ายแล้ว แต่การรับโทษ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล ซึ่งพอเข้าไปในกระบวนการรับโทษ จะมีการลดทอนโทษลงตามชั้นพิจารณาต่างๆ เช่น การพระราชทานอภัยโทษ ส่วนตัวมองว่าคนร้ายที่ต้องโทษและกลับมาทำผิดซ้ำซาก เป็นเพราะสภาพจิตที่ไม่ปกติและช่องว่างทางกฎหมาย
หากพิจารณาโทษของคดีข่มขืนพบว่ามีหลายบริบท หากข่มขืนกระทำชำเรามีโทษจำคุกขั้นต่ำ 4 ปี หากใช้อาวุธจะมีโทษจำคุกขั้นต่ำ 7 ปี ข่มขืนโดยรุมโทรมหรือทำให้บาดเจ็บสาหัสมีโทษจำคุก 15 ปี แต่ทุกบริบทมีโทษสูงสุด 20 ปี แต่ถ้าข่มขืนแล้วทำให้เสียชีวิตโทษต่ำสุด จำคุกตลอดชีวิต สูงสุดประหารชีวิต ข่มขืนแล้วทำให้เสียชีวิตโดยใช้อาวุธ โทษประหารชีวิตเพียงอย่างเดียว