เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 8 นำกาแฟซองทรีอินวัน ที่พบในรถผู้ต้องหายาเสพติด ไปตรวจสอบ หลังผลตรวจปัสสาวะของตำรวจ 3 คน ที่ดื่มกาแฟซองนี้ไปแล้วมีอาการหมดสติ เวียนศรีษะ จนต้องหามส่งโรงพยาบาล พบว่ามีสารเสพติดประเภท เมทแอมเฟตามีนในร่างกาย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่จังหวัดชุมพร หลังตำรวจสกัดจับรถต้องสงสัย ก่อนพบของกลางไอซ์ 300 กิโลกรัม ยาบ้า 4,000 เม็ด มีผู้ต้องหา 2 คน เป็นพี่น้องจาก อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส
ทีมข่าวพีพีทีวีสัมภาษณ์นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด เพราะก่อนหน้านี้นายเอกภพ เคยให้สัมภาษณ์เรื่อง กาแฟยาอี เขาเล่าว่าตอนนี้มีสารเสพติดชนิดใหม่ที่กำลังระบาดและมีราคาแพง มีส่วนประกอบเพียง 2 ชนิด คือกาแฟ และหัวเชื้อของยาอี คนที่เสพยาเสพติดชนิดนี้ จะมีผลร้ายตามมาคือ เมื่อผ่านไป 1 วัน จะมีอาการเหม่อลอย เห็นภาพหลอนตลอดเวลา หากเสพไปในระยะยาวอาจส่งผลต่อจิตใจถึงขั้นฆ่าตัวตายได้ โดยปกติ 1 ซองกาแฟ จะออกฤทธิ์ยาวนานถึง 1 เดือน
นายเอกภพบอกว่า สารเสพติดชนิดนี้ส่วนมากนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน และกำลังเป็นที่นิยมตามท้องตลาดเป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นสารเสพติดที่ออกฤทธิ์รุนแรงและยาวนาน เมื่อเทียบกับสารเสพติดดัดแปลงชนิดอื่น เช่น Happy Water ราคา 2,000 บาท ออกฤทธิ์ 2-3 วัน ยาเคนมผง ราคา 700 บาท ออกฤทธิ์ 4-5 วัน ในขณะที่กาแฟยาอี ราคา 3,000 บาท ออกฤทธิ์นาน 1 เดือน เชื่อว่ายาเสพติดชนิดนี้จะระบาดมากขึ้น หลังจากเปิดสถานบันเทิงภายในวันที่ 15 ธันวาคมนี้ เพราะถือเป็นสารเสพติดที่เป็นที่นิยมในบรรดานักท่องเที่ยว ที่ค่อนข้างมีฐานะ
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าทำไมยาเสพติดชนิดนี้ ไม่มีในรายการแถลงข่าวจับกุมยาเสพติด เพราะในรายการระบุแค่ยาไอซ์ 300 กิโลกรัม และยาบ้า อีก 4,000 เม็ดเท่านั้น พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าตำรวจที่ทำงานด้านยาเสพติด มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญ ทำไมถึงไม่ทราบว่ากาแฟที่ดื่มเป็นของกลางยาเสพติด
ทีมข่าวตรวจสอบกับร้อยตำรวจเอก พยูร สังกะสี รองสารวัตร กองกำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 4 ยืนยันว่าตอนนี้ ตำรวจทั้ง 3 คน ปลอดภัยแล้ว แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ และใช้ชีวิตตามปกติ ส่วนสาเหตุที่เอากาแฟในรถผู้ต้องหามาดื่ม ยังไม่สามารถตอบได้เพราะอยู่ระหว่างการสอบสวน