การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก นายนพพร ใช้บัญชีทวิตเตอร์เป็นชื่อเบียร์ยี่ห้อหนึ่ง โพสต์ขาย ยาอีในกาแฟซอง 3,000 จนกลายเป็นที่สนใจในหมู่วัยรุ่น ตำรวจจึงรวบรวมพยานหลักฐาน จนนำไปสู่การจับกุมได้ที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ย่านอ่อนนุช แต่ไม่พบของกลางยาเสพติดชนิดที่กล่าวอ้างขายในโพสต์แต่อย่างใด เบื้องต้นจึงดำเนินคดีฐาน “โฆษณายาเสพติดให้โทษ” ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดฯ พ.ศ. 2522
ด้านเลขาธิการ ป.ป.ส. ระบุว่า จากการสอบสวนทราบว่าผู้ต้องหารายนี้ มีพฤติกรรมนำรูปภาพยาเสพติด ทั้งยาอี และยาเค มาจากอินเทอร์เน็ต จากนั้นได้โพสต์ลงทวิตเตอร์พร้อมด้วยซองกาแฟ โดยอ้างว่ามียาเสพติดชนิดใหม่มาจำหน่ายในราคาซองละ 3,000 บาท เมื่อลูกค้าสนใจติดต่อแอดไลน์เข้าไปและหลงเชื่อโอนเงินไปให้กับผู้ต้องหา จากนั้นก็จะทำการบล็อคไลน์ บล็อคเบอร์โทร และเปลี่ยนชื่อไลน์พร้อมกับเปลี่ยนรูปภาพโปรไฟล์ เพื่อหลอกลวงเหยื่อไปเรื่อย ๆ
จากการตรวจสอบบัญชีปลายทางพบว่าในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ที่หลงเชื่อตกเป็นเหยื่อโอนเงินไปกว่า 90 คน รวมเป็นเงินกว่า 5 แสนบาท ที่สำคัญคือในจำนวนผู้เสียหายกว่า 90 คน ไม่เคยมีใครทำการซื้อขายยาเสพติดกับผู้ต้องหาได้สำเร็จแม้แต่ครั้งเดียว ทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่าไม่มียาเสพติดชนิดดังกล่าวอยู่จริง
นายวิชัย กล่าวต่อว่าว่า สำหรับประเด็นการนำยาเสพติดผสมในกาแฟ จากการตรวจสอบไปยังหน่วยงานปราบปรามยาเสพติดในต่างประเทศ ก็ไม่พบว่ามีการนำยาเสพติดไปผสมกับกาแฟแต่อย่างใด ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะการเอายาเสพติดแต่ละชนิดไปผสมกันเองมากกว่าเพื่อให้มีฤทธิ์ที่รุนแรงขึ้น อย่างเช่น “เคนมผง” ที่เคยเป็นข่าวไปก่อนหน้านี้ซึ่งอาจทำให้ผู้เสพถึงตายได้
ส่วนอีกคดี เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ใช้บัญชีในในแอพพลิเคชันติ๊กต๊อก ที่เผยแพร่คลิปกลุ่มวัยรุ่นนั่งมั่วสุมกัน 4 คน พร้อมนำภาพซองกาแฟมาประกอบคลิป โดยอ้างว่ามียาอีผสมในกาแฟ ซึ่งตำรวจติดตามจนพบตัววัยรุ่นกลุ่มนี้ จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การยอมรับว่า ยาเสพติดชนิดนี้ไม่มีอยู่จริง แต่ทำไปเพราะความมึนเมาและคึกคะนองเท่านั้น และยอมรับว่าเสพยาอีเข้าไปด้วย ทางตำรวจจึงนำตัวไปตรวจปัสสาวะพบว่าเป็นสีม่วง จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป