ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คลิปเสียง ที่ทางญาติของผู้ต้องหาคดียาเสพติดคนหนึ่ง นำมาเผยแพร่ หลังจากต้องการช่วยเหลือ ให้ลูกชายพ้นจากคดียาเสพติด แต่ต้องนำเงินไปให้ คนที่พูดคุยกันในคลิป ซึ่งอ้างว่า เป็น สจ.ชื่อดังคนหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ให้วิ่งเต้นเป็นเงินถึง 7 แสน บาท แต่ทางญาติ ไม่มีเงินมากขนาดนั้น จึงนำเรื่องราวดังกล่าวออกมาตีแผ่ เพื่อให้สังคมได้รับรู้ถึงพฤตคิกรรมของนักการเมืองคนดังกล่าว
ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ที่นำคลิปและข้อความมาลงในเฟซบุ๊ก คือ นายพิจิตร ทินนัง ซึ่งเป็นพ่อของ นายพิศณุพงค์ ทินนัง ที่ถูกตำรวจ สภ.แม่ปิง จับกุมในข้อหายาเสพติด เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่านมา
โดย นายพิจิตร อ้างว่า มีตำรวจนายหนึ่งเข้ามาพูดคุยกับลูกชายขณะถูกจับว่า สามารถช่วยเหลือไม่ให้ถูกดำเนินคดีได้ จากนั้นให้เบอร์โทรศัพท์คนๆหนึ่ง อ้างว่าเป็น สจ.ชื่อดัง นายพิจิตรจึงให้แฟนของลูกชาย โทรศัพท์ไปหาเบอร์ดังกล่าว ซึ่งปลายสายยืนยันว่า เขาคือสจ. จริง ๆ และหากต้องการจะให้ลูกชายหลุดคดีจะต้องเสียเงิน 7 แสนบาท
นายพิจิตร กล่าวต่อว่าตอนนั้น มีเงินไม่พอ จึงให้แฟนของลูกชาย โทรศัพท์ไปเจรจาต่อรองตามคลิป ส่วนที่นำคลิปมาเผยแพร่เพราะกังวลและกลัวอิทธิพล เนื่องจากไม่รู้ว่าเรื่องนี้มีขบวนการกลั่นแกล้งหรือไม่ และเป็นห่วงความปลอดภัยของลูกชายด้วย
ล่าสุดวันนี้ผู้สื่อข่าวได้ลองติดต่อไปยังเบอร์โทรศัพท์ ที่ลูกชายนายพิจิตร อ้างว่าเป็น สจ. ซึ่งพอปลายสายรับก็ยืนยันว่า คือ สจ.ที่ถูกกล่าวอ้างจริง แต่ปฏิเสธจะพูดถึงเรื่องนี้ และยืนยันว่าฝ่ายที่ลงคลิปเป็นคนมาร้องขอให้ช่วยเหลือผู้ต้องหาเอง
ด้านพลตำรวจตรี ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่า เบื้องต้นตรวจสอบว่า มีการจับกุมคดียาเสพติดจริงในท้องที่ สถานีตำรวจภูธรแม่ปิง พบของกลางยาบ้า 5,000 เม็ด และเมื่อขยายผลจับกุมผู้ต้องหาวันที่ 30 มี.ค. ส่วนกรณีคลิปเสียงที่ครอบครัวผู้ต้องหากล่าวอ้างนั้น ทราบจากชุดจับกุมยืนยันว่าทางตำรวจไม่ได้เป็นคนให้เบอร์ แต่ทางครอบครัวและญาติได้เป็นคนติดต่อเองตั้งแต่แรก ที่สำคัญการตรวจสอบบ้านพักของผู้ต้องหาและครอบครัวนักการเมืองท้องถิ่นดังกล่าว อยู่ไม่ห่างกัน จึงน่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะมีความเกี่ยวข้องกัน
ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวต่อว่า คดีนี้ตำรวจดำเนินการอย่างโปร่งใสตรงไปตรงมา ในสำนวนมีพยานหลักฐานชัดเจนแน่นหนา และจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างแน่นอน พร้อมย้ำว่าไม่มีทางที่จะมาวิ่งเต้นเปลี่ยนแปลงสำนวนคดีได้ ส่วนการเรียกรับเงินตามเนื้อหาในคลิปเข้าข่ายกระทำความผิดหรือไม่นั้น ขอตรวจสอบในรายละเอียดอีกครั้ง เนื่องจากบุคคลดังกล่าวไม่ได้เป็นตำรวจ