นายสันติ อายุ 35 ปี ผู้ต้องหาฆาตกรรม นายประเสริฐ หรือ เฮียมาร์ค และน.ส.พจนีย์ อายุ 35 ปี ภรรยาที่กำลังท้องเจ้าของธุรกิจทำข้าวกล่องส่งขายแรงงานไทยในโรงงานเถาหยวนประเทศไต้หวันล่าสุดทางศาลอาญาอนุมัติหมายจับ นายสันติแล้ว ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา
หลังออกหมายจับทางพล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 สั่งกำชับให้ชุดสืบสวนภาคและท้องที่เร่งติดตามล่าตัวผู้ต้องหาเพราะเชื่อว่าจะยังอยู่ในประเทศไทย แต่ในส่วนที่คาดว่าจะหลบหนีออกนอกประเทศไปแล้วนั้นกำชับให้เพิ่มความเข้มงวดสกัดกั้นแนวชายแดนทุกช่องทาง
ขณะที่ แนวทางการสืบสวน พันตำรวจเอกเอนก เตาสุภาพ รองผู้บังคับการกองปราบปราม เปิดเผยว่าตำรวจพบข้อมูล “นายสันติ” เดินทางกลับเข้าไทยเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่สนามบินสุวรรณภูมิ
จากนั้นก็นั่งเครื่องต่อไปยังจังหวัดเชียงใหม่ แล้วนั่งรถแท็กซี่จากสนามบินเชียงใหม่ ไปยังบ้านพักที่อำเภอสันทราย อยู่ที่บ้านหลังดังกล่าวพักหนึ่ง ก่อนจะขับรถออกจากบ้านในอำเภอสันทราย ไปที่บ้านเกิดในอำเภอไชยปราการ ก่อนที่จะหายตัวไป
ส่วนที่มีข้อมูลว่ามีคนพบ "นายสันติ" ในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ระหว่างเดินทางตไป จ.พิษณุโลก นั้น ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่ยังไม่พบหลักฐานยืนยัน
สอดคล้องกับข้อมูลของ นายสุชาติ ศุภอภิรักดีไพริน พ่อของนายสันติ ที่ให้ปากคำกับตำรวจว่า ลูกชายได้ขับรถกลับมาบ้านในอำเภอไชยปราการประมาณ 3 ทุ่มกว่าของวันที่ 9 มิถุนายน และนอนอยู่ที่บ้าน 1 คืน
กระทั่งเช้าได้ออกไปส่งลูกที่โรงเรียนไทย ก่อนจะหายไปและติดต่อไม่ได้อีกเลย ซึ่ง นายสุชาติ บอกว่ารู้สึกตกใจและเสียใจ เพราะสองครอบครัวสนิทกันมาก ส่วนตัวเป็นเพื่อนของแม่ของมี่ และเด็กทั้งสองคนเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก ช่วงที่สันติไปไต้หวัน ก็ได้ “มี่” อยช่วยเหลือดูแล และตลอดเวลาที่ลูกชายกลับมาบ้านก็ไม่ทราบเรื่องเลยว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น
ขณะที่ นายยิ่งยศ แซ่หลี่ พี่ชายของนางสาวพจนีย์ หรือ มี่ ผู้เสียชีวิต ได้เดินทางมาร้องเรียน เดินทางเข้าพบผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อติดตามความคืบหน้าคดี
โดยนายยิ่งยศเชื่อว่า ปมเหตุที่ นายสันติ ฆาตกรรมน้องสาว มาจากเรื่องการยืมเงินจำนวน 8 แสนบาท และสร้อยคอทองคำน้ำหนัก 15 บาท และยังไม่ได้คืน ซึ่งก่อนหน้านี้มีการทวงถามกัน จนต้องร้องขอให้ทนายความเข้ามารับรู้และเป็นคนกลางในการเจรจา
พร้อมทั้งยังเชื่อว่า นายสันติ ไม่ได้ก่อเหตุเพียงคนเดียว เพราะทั้งน้องสาวและน้องเขย มีรูปร่างค่อนข้างใหญ่ การจะถูกอุ้มขึ้นรถคงเป็นเรื่องยาก จึงน่าจะมีคนช่วยเหลือ และวางแผนกันมาเป็นอย่างดี และมีความกังวลว่า นายสันติ อาจจะหลบหนีไปประเทศเพื่อนบ้านแล้ว เพราะครอบครัวของนายสันติ เป็นคนกว้างขวางในพื้นที่ และบ้านยังอยู่ติดกับชายแดนสามารถเดินข้ามออกไปได้