จิตวิทยา กับ ธรรมะ จุดเชื่อมโยงเปลี่ยนชีวิต ของ อ้อม สุนิสา


โดย PPTV Online

เผยแพร่




หลังจากได้เข้าสู่โลกแห่งทางธรรม สิ่งแรกที่เปลี่ยนไปคือความคิดและทัศนคติที่มีต่อตัวเอง เปลี่ยนที่สำคัญที่สุดคือทัศนคติที่มีต่อครอบครัวใกล้ชิด โดยเฉพาะระหว่างอ้อมกับแม่

เป็นที่รู้กันว่า อาชีพดีเจ หรือนักจัดรายการวิทยุ ไม่ได้เป็นแค่นักเปิดเพลง หรือ นักพูด เพียงเท่านั้น เพราะการจะเป็นนักจัดรายการวิทยุที่ดี ต้องมีคุณสมบัติสำคัญ คือการ ‘ฟัง’ เพื่อตอบคำถามให้ถึงใจ

ในรายการ Coffee Club พูดคุยสบายๆจิบกาแฟ กับ คุณอ้อม สุนิสา สุขบุญสังข์ ศิลปิน และนักจัดรายการวิทยุ ที่มาบอกเล่าเรื่องราวของการเป็น ผู้ถาม และ ผู้ฟัง ในสถานะของผู้จัดรายการนานกว่า 20 ปี รวมถึงเรื่องราวของชีวิตที่แสนท้าทาย จนตัดสินใจเรียนรู้โลกของธรรมะ และ เรียนรู้อารมณ์และความรู้สึกจากจิตวิทยา

ฟังให้ถึงใจ อ้อม สุนิสา | Coffee Club EP 5 | 12 ก.ย. 65

เทคนิคหาสติเมื่อเกิดทุกข์ บริหารความโกรธด้วย“จิตวิทยาแนวพุทธ”

  • เส้นทางของการเป็นนักจัดรายการวิทยุ ของ อ้อม สุนิสา

 คุณอ้อมสุนิสาเล่าว่า ก้าวแรกเดินบนเส้นทางของนักจัดรายการวิทยุเริ่มตั้งแต่อายุ 21 ปี เมื่ออายุ 24 เข้ามาเป็นนักจัดรายการวิทยุเต็มตัว คุณอ้อมอธิบายว่าในช่วงปีแรก วุฒิภาวะยังมีไม่มากพอ การตอบคำถามผ่านรายการจึงเป็นคำตอบที่พอจะตอบได้ ตอบแบบใจสู้ ก็อาจจะไม่ได้นึกถึงความรอบคอบไปบ้าง แต่มีความสะใจในบางอามณ์ เมื่อโตมาถึงจุดหนึ่ง การตอบคำถามจะเริ่มเปลี่ยนไป แต่ที่เปลี่ยนไปชัดที่สุด คือหลังจากวันที่อ้อมเข้าสู่โลกแห่งธรรมะ

“อ้อมจำได้ว่าพอมีคนถาม สิ่งที่ตอบเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือการที่ผู้ฟังชื่นชมว่าอ้อมตอบคำถามได้ดี ตอนนั้นอ้อมรู้ว่าเมื่อภาพลักษณ์มันเปลี่ยน เชิญชวนให้คนปรับทัศนคติ กลายเป็นคนดีมีศีลธรรม ซึ่งอ้อมได้อาศัยความซื่อของอ้อม เพื่อบอกว่าอย่าเชื่อในตัวอ้อม และอย่าคาดหวังกับอ้อมเพราะภาระหนักจะอยู่ที่เรา” คุณอ้อมได้อธิบายเพิ่มว่า หากเปลี่ยนความคาดหวังของผู้อื่นไม่ได้ ก็ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นนิดหน่อย แต่ไม่ลืมช่องว่างที่ไว้ให้ตัวเองพลาดด้วยเหมือนกัน

  • ฟังให้ถึงใจ...คือการฟังอย่างตั้งใจ

แม้ว่าการพูดคุยผ่านรายการวิทยุจะใช้เวลาไม่มาก เป็นเพียงหนึ่งในบทสนทนาชั่วขณะหนึ่ง แต่คุณอ้อมกลับมองว่าการพูดคุยในช่วงเวลาแค่นั้นยังไม่เพียงพอ คุณอ้อมบอกให้ฟังถึงวิธีการ พูดให้ถึงใจ 'ผู้ฟังว่า' “หลังจบหน้าไมค์ อ้อมมักจะโทรกลับไปเพื่อให้เขาเข้ามาอธิบายเพิ่มเติม เพราะในบางทีอ้อมอาจจะทำได้แค่อธิบายแต่ผู้ที่โทรเข้ามายังไม่ได้ถูกรับฟังอย่างตั้งใจ ดังนั้นจะโทรกลับไปเพื่อถามว่า มีอะไรอยากบอก อยากพูดหรือเปล่า”  ซึ่งคุณอ้อมมักจะย้ำว่า อาจจะช่วยแก้ปัญหาไม่ได้ แต่อ้อมโทรมารับฟังได้ 

  • ทำงานในฐานะ ผู้ถาม ผู้ฟัง และ ผู้ตอบ แบบเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง

ไม่ใช่นักจัดรายการวิทยุทุกคน จะโทรกลับหาปลายสาย เมื่อถามถึงเหตุผลที่โทรกลับไป คุณอ้อมได้อธิบายให้ฟังว่า อาจจะเป็นเพราะในส่วนหนึ่งอ้อมเคยเรียนเรื่องจิตวิทยาแนะแนว อ้อมเลยรู้สึกว่า การรับฟังกัน มีค่าเสมอ แต่ในรายละเอียด ไม่ใช่แค่การฟังอย่างตั้งใจเท่านั้น ยังรวมไปถึงการถามคำถามที่เข้าถึงใจผู้ฟังอีกด้วย “หลังจากการอ่านปัญหาของแต่ละคนผ่านใบคำถามถ้าดูหนัก หลังออนแอร์หน้าไมค์ อ้อมจะโทรไปถามว่าเป็นยังไงบ้าง เมื่อกี้ที่คุยกันอธิบายพอจะเข้าใจไหม และมักจะถามว่า ตอนนี้รู้สึกยังไง”

แล้วการรับฟังแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ คุณอ้อมตอบว่า “มีอยู่ครั้งหนึ่งที่โซเชียลมีเดียยังไม่ได้ดังขนาดนี้ มีกระทู้เล็กๆ ที่เขียนแสดงความเห็นว่า พี่อ้อมเขาฟังจริงๆ ซึ่งอ้อมรู้สึกขอบคุณ บางทีมันอาจจะเกินหน้าที่นักจัดรายการวิทยุ แต่อ้อมทำในฐานะของเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น”

  • ก้าวแรกใน โลกทางธรรมะ

คุณอ้อมยอมรับหลังจากได้เข้าสู่โลกแห่งทางธรรม สิ่งแรกที่เปลี่ยนไปคือความคิดและทัศนคติ อันดับแรกคือทัศนคติที่มีต่อตัวเองเปลี่ยนไป ต่อเพื่อน และทัศนคติที่มองคนรอบข้างก็เปลี่ยน ที่สำคัญที่สุดคือทัศนคติที่มีต่อครอบครัวใกล้ชิด โดยเฉพาะ คุณอ้อมกับคุณแม่ 

“หลายครั้งเราตั้งคำถามว่า ทำไมแม่ไม่เปลี่ยน ทำไมไม่ทำตามที่บอก แต่เมื่อมองย้อนกลับมา เราเองหรือเปล่าที่ไม่เปลี่ยนการมองแม่ เราเองหรือเปล่าที่ไม่เปลี่ยนตัวเรา ไม่เปลี่ยนให้เขาเชื่อใจ และบางครั้งเราอาจจะลืมไปว่าเขาเห็นเราตั้งแต่ตอนเด็ก การจะให้เขาเห็นเราเปลี่ยนไปในทันทีถือเป็นเรื่องที่โหดอยู่พอสมควร” ซึ่งในส่วนนี้ คุณอ้อมเข้าใจได้

  • สัญชาติญาณของมนุษย์มักโทษคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ

หลังจากเข้าสู่โลกแห่งธรรมะ และ เรียนรู้เรื่องราวในจักวาลของจิตวิยา แม้จะเป็นคนละศาสตร์และศิลป์ มีความแตกต่างกันทางความเชื่อและหลักการคิด แต่คุณอ้อมก็มองเห็นจุดที่คล้ายกันของทั้งสองศาสตร์นี้อยู่ และอธิบายว่า โดยธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อเรามีปัญหา เราจะพุ่งเป้าไปที่คนอื่นผิดก่อน เราจะมีความเข้าข้างตัวเอง เอาความผิดไปที่เขา และเลือกที่จะแก้เขาก่อน แต่ธรรมะและจิตวิทยา ให้มองกลับมาที่ตัวเราเป็นอันดับแรก โดยไม่จำเป็นต้องปฏิเสธทุกข์ แค่ไม่ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง

 

  • ผิดไหมที่ใจร้อน คำถามที่ อ้อม ถามนักจิตแพทย์

เมื่อพื้นฐานเป็นคนใจร้อนทำให้ คุณอ้อมถูกตั้งคำถามหลายครั้ง ว่าโกรธทำไม เสียใจทำไม คุณอ้อมสุนิสา จึงสงสัยว่าแล้ว “ผิดไหมที่โกรธ” คุณอ้อมได้ถ่ายทอดแนวคิดของจิตแพทย์ส่วนตัวผ่านในรายการค็อฟฟี้คลับว่า “คุณหมอของอ้อมได้ตอบคำถามนั้นว่า คุณอ้อมไม่ผิดถ้าจะโกรธ ในเหตุการณ์นี้อ้อมมีสิทธิ์ที่จะโกรธ” หลังจากได้ยินคำตอบดังกล่าว คุณอ้อมก็รู้สึกประทับใจ เพราะคุณหมอไม่ได้ห้าม ไม่ได้ตัดสินและเข้าใจในความโกรธของคุณอ้อม

  • จิตวิทยา กับ ธรรมะ และจุดเชื่อมโยงเปลี่ยนชีวิต

ในเมื่อความโกรธเข้าปะทะกับอารมณ์ หลักการสำคัญที่จิตแพทย์แนะนำกับคุณอ้อม คือการรอ “หลังจากอ้อมเล่าให้คุณหมอฟังว่าอ้อมจะทำอะไรบ้างหลังจากโกรธ คุณหมอตอบมาว่า คุณอ้อมสามารถทำได้ แต่หมอขอนิดเดียว ถ้าจะโทรเคลียร์ใจขอให้โทรตอนที่อารมณ์ของคุณปกติ ไม่หงุดหงิด ไม่โกรธ เพราะโทรศัพท์อยู่ในมือคุณอ้อม คุณอ้อมจะโทรตอนไหนก็ได้“ หลังจากปรึกษากับคุณหมอจนได้ข้อสรุปกับตัวเองแล้ว ทำให้ คุณอ้อม สุนิสา มองว่า จุดที่เชื่อมโยง ระหว่าง ธรรมะและจิตวิทยา คือการรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง “ธรรมะและจิตวิทยาไม่ได้บอกให้หนีปัญหา แต่บอกให้เราแก้ปัญหาเมื่อเรามีสติ”  

  • เวลาผ่านไป หน้าที่ และบทบาท อ้อมสุนิสา เปลี่ยนไปอย่างไร

หลังจากทำรายการเชิงจิตวิทยานานหลายปี คุณอ้อมได้รู้สึกว่า อย่างน้อยก็ได้บอกคุณผู้ฟังจำนวนหนึ่งว่า หากรู้สึกความสามารถทางจิต หรือ สภาพจิตใจมันไม่ปกติไม่จำเป็นต้องรอให้เป็นโรคเครียด หรือซึมเศร้า  ถึงจะมาปรึกษาคุณหมอจิตแพทย์ เพราะเรื่องของจิตใจไม่มีสัญญาณ ไม่เหมือนร่างกายตรงที่ร่างกายมีสัญญาณเตือน แต่จิตใจต้องอาศัยคนรอบข้างบอก

“ เรื่องของจิตใจเราอาจจะมองว่าเล็กน้อย ใครๆ ก็เป็น แต่มันจะเป็นการสร้างนิสัยไม่น่ารักให้เราได้ ในบางครั้ง เช่นเราอาจจะเป็นคนหนีปัญหา เป็นคนชนกับปัญหา จนอาจจะนำไปสู่ความภูมิใจที่การเป็นคนพร้อมชนคือการเป็นคนจริง แต่ในความเป็นจริงเราสามารถบริหารจัดการความโกรธ หรือความความใจร้อนของเราได้”

  • เป้าหมายของ อ้อม สุนิสา ในอนาคต

หลายคนมีเป้าหมายในอนาคตเป็นของตัวเอง และแตกต่างกันไปแต่ละรูปแบบ เช่นเดียวกับ คุณอ้อม สุนิสา เป้าหมายของคุณอ้อม เป็นสิ่งที่น่าสนใจ นั่นคือการ เป็นอิสระจากความทุกข์ “เป้าหมายของอ้อม คือเรามีโอกาสที่จะเป็นอิสระจากการเป็นทุกข์ มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เวลาเรากอดทุกข์อยู่มันหนัก และหลายๆ คนมีศักยภาพในการกอดทุกข์มาก ในเรื่องบางเรื่อง หากคิดย้อนกลับไป ทำไมหัวใจของเราถึงรู้สึกอึดอัดแบบนั้น ทั้งที่เหตุการณ์เปลี่ยน โจทย์เปลี่ยน รูปแบบเปลี่ยน คนเปลี่ยน แต่ทำไมเราต้องตอบโต้แบบเดิมตลอดมันจึงเป็นที่น่าสนใจว่าทำยังไงให้เรามีอิสระจากทุกข์ได้”

 คุณอ้อมสรุปทางแก้ว่าสั้นๆ หากฝึกให้เป็นกิจวัตรประจำวัน อาจจะสร้างความคุ้นชินและเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าสามารถคุ้นชินกับนิสัยที่ไม่ดีได้ เราก็คุ้นชินกับสิ่งที่ดีได้เช่นกัน 

“ก่อนอื่นเราต้องยอมรับก่อนว่าสิ่งนั้นทำให้เราเป็นทุกข์ เราอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง ถ้าเราทำตรงนั้นได้ มั่นคงในใจเราได้ ไม่ว่าจะกี่ปัญหา เราจะอยู่กับมันง่าย ได้เร็วและเบาขึ้น และเราไม่ต้องปฎิเสธว่าฉันไม่ทุกข์ ก็ต้องยอมรับว่านั้นคือทุกข์ที่เกิดขึ้น” 

 

ติดตามรายการ "Coffee Club สมดุลชีวิตสร้างได้" ทุกวันจันทร์ เวลา 10.00 น. รับชมสดทาง Facebook, YouTube PPTV HD 36 และ LINE Official PPTV Online

 

 

 

 

TOP ไลฟ์สไตล์
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ