15 มีนาคมของทุกปี เป็น “วันสิทธิผู้บริโภคสากล” หรือ "World Consumer Rights Day" ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญสากลที่มีขึ้นเพื่อให้ผู้บริโภคทุกคนตระหนักถึงสิทธิของตัวเองที่ทุกคนควรจะได้รับ รวมถึงส่งเสริมให้มีการเคารพและปกป้องสิทธิของผู้บริโภคทุกคนอย่างทั่วถึงทั้งโลก เพราะสิทธิขั้นพื้นฐานของตัวเองในฐานะผู้บริโภค เป็นข้อควรรู้ที่ไม่ควรมองข้าม
จอห์น เอฟ เคเนดี้ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 35
ประวัติวันสิทธิผู้บริโภค
“สิทธิผู้บริโภค” ถูกพูดถึงครั้งแรก เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ในปี 1962 โดยประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคเนดี้ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 35 ได้ริเริ่มก่อตั้งวันที่มีชื่อว่า “Consumer Right Day” ซึ่งได้รับการรับรองจากสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคสากล (Consumer International) และมีการกล่าวถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภคที่สำคัญ 4 ประการ ได้แก่
- สิทธิที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารที่เพียงพอ
- สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัย
- สิทธิที่จะได้รับการเยียวยาความเสียหาย
- สิทธิที่จะได้รับการเยียวยา
สิทธิผู้บริโภคสากล
แต่ความเคลื่อนไหวของผู้บริโภค ได้รณรงค์เข้มข้นอย่างจริงจัง ในวันที่ 15 มีนาคม ปี 1983 มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม และมีการเผยแพร่ความรู้ด้านสิทธิคุ้มครองผู้บริโภค ให้ทุกคนได้ตระหนักถึงสิทธิของตัวเอง จนนำมาสู่การมีสิทธิผู้บริโภคที่สำคัญ 8 ประการ ซึ่งสามารถผลักดันให้สหประชาชาติกำหนดแนวทางในการคุ้มครองผู้บริโภคได้ในปี 1985
ต่อมาเรื่อยๆ การรณรงค์เรื่องสิทธิของผู้บริโภคยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เกิดการปรับปรุงแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคจากสหประชาชาติในปี 2015 ซึ่งการปรับปรุงแนวทางในครั้งนี้ได้ถูกนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จนกลายมาสิทธิผู้บริโภคสากลขั้นพื้นฐาน ดังนี้
1.) สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าและบริการ ไม่ว่าจะเป็นจากส่วนประกอบ กรรมวิธีผลิต การบรรจุหีบห่อ รวมไปถึงการให้บริการต้องได้มาตรฐานด้วย
2.) สิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อประกอบการเลือกและตัดสินใจ รวมถึงยังมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองจากโฆษณาหลอกลวง หรือก่อให้เกิดความเข้าใจผิดด้วย
3.) สิทธิที่จะได้เลือกซื้อสินค้าและบริการ ในราคายุติธรรม หรือในราคาที่เกิดจากการแข่งขันอย่างเสรี และในกรณีที่มีการผูกขาดสินค้า จะวางใจได้ว่าจะได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพเป็นที่พอใจและในราคายุติธรรม
4.) สิทธิที่จะได้แสดงความคิดเห็นในฐานะตัวแทนผู้บริโภค เพื่อให้ได้รับประโยชน์ที่ควรได้ รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ร่วมกับรัฐบาลในการบริการจัดการ
5.) สิทธิที่จะได้รับสินค้าและบริการขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ได้แก่ อาหารที่ปลอดภัย ที่อยู่อาศัย การเข้าถึงการศึกษา และสาธารณสุข
6.) สิทธิที่จะได้รับการชดเชย เยียวยา เมื่อถูกละเมิดสิทธิ์ คือ ได้รับความเป็นธรรมในการตัดสินเรื่องราวที่ร้องเรียนอย่างถูกต้อง ซึ่งรวมถึงสิทธิที่จะได้รับการชดใช้เมื่อได้รับสินค้าและบริการที่บกพร่อง เสียหาย การช่วยเหลือ หรือการชดใช้อื่น ๆ
7.) สิทธิที่จะได้รับความรู้เพื่อการบริโภคอย่างเท่าทัน เพื่อนำไปใช้ในการต่อสู้สิ่งต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจ
8.) สิทธิที่จะได้ดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีและปลอดภัย รวมถึงสิทธิที่จะได้รับการป้องกันจากสิ่งแวดล้อมที่ผู้บริโภคแต่ละคนไม่สามารถควบคุมได้เอง ตลอดชั่วอายุคนไปจนถึงรุ่นลูกหลานด้วย
สิทธิผู้บริโภคไทย
สำหรับประเทศไทย ในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ.2541 และ พ.ศ.2556 ได้บัญญัติถึงสิทธิผู้บริโภคที่จะได้รับตามกฎหมายไว้ 5 ประการ ว่า
1.) สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าและบริการ
2.) สิทธิที่จะได้รับข่าวสารที่ถูกต้อง
3.) สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ
4.) สิทธิที่จะได้รับการชดเชยความเสียหาย
5.) สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา
ข้อแตกต่าง สิทธิผู้บริโภคสากล-ไทย
จากความแตกต่างในการรับรองสิทธิผู้บริโภคของไทยและสากล จะเห็นได้ว่ากฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศไทยยังขาดในเรื่องการแสดงความคิดเห็นได้ในฐานะตัวแทนผู้บริโภค สิทธิที่จะได้รับสินค้าและบริการขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต สิทธิที่จะได้รับความรู้ที่จะเป็นต่อการบริโภคอย่างรู้เท่าทัน และสิทธิที่จะดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีและยังชีพได้อย่างปลอดภัย แต่มีสิ่งที่สิทธิผู้บริโภคไทยได้ขยายเพิ่มเติมเข้ามา คือ เรื่องการได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา
กิจกรรมปี 2566
การแพร่ระบาดของสถานการณ์โควิด-19 รวมถึงสงครามรัสเซียยูเครนที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจถดถอยและวิกฤตราคาพลังงานเมื่อสิ้นปี 2565 เพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 50% โดยยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ผู้บริโภคทั่วโลก ต้องปรับเปลี่ยนการใช้จ่ายในครัวเรือนมากยิ่งขึ้น
ในวันสิทธิผู้บริโภคสากลแต่ละปี จะมีการขับเคลื่อนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้บริโภค ในปีนี้เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงกำหนดประเด็นที่จะขับเคลื่อนว่า “การสร้างความเข้มแข็งผู้บริโภคในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน สู่การใช้พลังงานสะอาด”
เพื่อให้ผู้บริโภคตระหนักถึงความสำคัญของการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน โดยใช้พลังงานหมุนเวียน (พลังงานน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานความร้อนใต้พิภพ พลังงานชีวมวล) ในการผลิตไฟฟ้าไว้ใช้ภายในครัวเรือน ที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายไฟฟ้า ให้รับมือกับวิกฤตราคาพลังงาน สามารถเข้าถึงพลังงานหมุนเวียน ช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ซึ่งเกิดจากการสะสมของกาซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศได้
รู้จักสิทธิผู้บริโภคกันแล้ว ในวันสำคัญนี้จึงอยากให้เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับทุกคนที่จะร่วมส่งเสริมการเคารพและป้องสิทธิประโยชน์ของตัวเอง เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เราควรได้รับอย่างแท้จริง ทั้งนี้หากมีเรื่องร้องเรียนสามารถโทรแจ้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้ที่ สายด่วน 1166
ขอบคุณข้อมูลจาก : สภาองค์กรของผู้บริโภค และ ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ทุ่งครุ
8 มีนาคม “วันสตรีสากล” รำลึกการเรียกร้องสิทธิ ความเท่าเทียมของผู้หญิง
3 มีนาคม “วันสัตว์ป่า พืชป่าโลก” โลกสงบสุขเมื่อคนกับผืนป่าอยู่ร่วมกันได้