Top-PL-Oct26 Top-PL-Oct26

เทียบชัด! ค่าชาร์จรถ EV กับเติมน้ำมัน แบบไหนประหยัดกว่ากันแน่

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เจาะลึกต้นทุนการเดินทาง เทียบชัดๆ ระหว่างค่าชาร์จรถ EV กับราคาน้ำมันที่ผันผวน แบบไหนช่วยเซฟเงินในกระเป๋าได้มากกว่ากัน พร้อมสูตรคำนวณที่แท้จริง

ในยุคที่สถานการณ์พลังงานโลกมีความผันผวนสูง การเลือกซื้อรถยนต์สักคันไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องของดีไซน์หรือสมรรถนะอีกต่อไป แต่ "ต้นทุนค่าเดินทางต่อกิโลเมตร" กลายเป็นคำถามแรกที่ทุกคนต้องนำมาคิดคำนวณ โดยเฉพาะในปี 2569 ที่ราคาน้ำมันในประเทศไทยทำสถิติพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เริ่มเข้าถึงง่ายขึ้น วันนี้ PPTV ขอพาทุกท่านเจาะลึกแบบทะลุปรุโปร่ง กางตัวเลขเทียบกันชัดๆ ว่าระหว่าง "ค่าไฟ" กับ "ค่าน้ำมัน" แบบไหนคือทางรอดที่แท้จริงของกระเป๋าสตางค์คุณ

สถานการณ์พลังงานปี 2569 เมื่อราคาน้ำมันทะยาน สู่ยุคดีเซล 44 บาท

ก่อนที่เราจะไปคำนวณต้นทุน เราต้องทำความเข้าใจถึงโครงสร้างราคาพลังงานในปัจจุบันเสียก่อน อ้างอิงจากการประกาศราคาขายปลีกน้ำมันล่าสุดในเดือนเมษายน 2569 สถานการณ์ถือว่าสร้างความหนักใจให้กับผู้ใช้รถยนต์สันดาปไม่น้อย แม้จะมีการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแล้วก็ตาม แต่ราคาก็ยังอยู่ในระดับที่สูงมาก

ข้อมูลราคาน้ำมันเฉลี่ย (เมษายน 2569)

  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 (GSH95) 42.95 บาทต่อลิตร

  • น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา (HSD B7) 44.40 บาทต่อลิตร

หากนำราคานี้มาตั้งเป็นฐานคิด สำหรับรถยนต์เครื่องยนต์เบนซินขนาดเล็กถึงกลาง (Eco Car ถึง B-SUV) ที่มีอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยราว 15 กิโลเมตรต่อลิตร หมายความว่าทุกๆ 1 กิโลเมตรที่คุณเหยียบคันเร่ง คุณจะต้องจ่ายเงินประมาณ 2.86 บาท และหากเป็นรถกระบะหรือ SUV ขนาดใหญ่ที่ใช้ดีเซล (อัตราสิ้นเปลืองราว 12 กิโลเมตรต่อลิตร) ต้นทุนจะพุ่งขึ้นไปถึง 3.70 บาทต่อกิโลเมตร เลยทีเดียว

แกะรอยค่าชาร์จ EV หัวใจหลักอยู่ที่ "มิเตอร์ TOU"

หันมามองฝั่งยานยนต์ไฟฟ้ากันบ้าง หลายคนมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าการชาร์จไฟก็เหมือนการเติมน้ำมันที่ราคาเดียวทั่วประเทศ แต่ในความเป็นจริง "สถานที่" และ "เวลา" ที่คุณชาร์จ ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าอย่างมหาศาล

การชาร์จรถ EV แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ซึ่งมีต้นทุนที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว

ก. การชาร์จที่บ้านด้วยมิเตอร์อัตราก้าวหน้า (อัตราปกติ)

หากคุณเสียบชาร์จรถ EV ด้วยมิเตอร์ไฟบ้านปกติ (แบบที่ยิ่งใช้เยอะยิ่งแพง) ค่าไฟเฉลี่ยจะตกอยู่ที่ประมาณ 4.50 - 5.00 บาทต่อหน่วย หากรถคุณมีแบตเตอรี่ความจุ 60 kWh การชาร์จเต็มหนึ่งครั้งจะเสียเงินราว 300 บาท ต้นทุนจะตกอยู่ที่ประมาณ 0.83 - 1.00 บาทต่อกิโลเมตร ซึ่งแม้จะถูกกว่าน้ำมัน แต่ก็ยังไม่ใช่ความคุ้มค่าระดับสูงสุด

ข. การชาร์จที่บ้านด้วยมิเตอร์ TOU (Time of Use)

นี่คือ "สูตรลับ" ของคนใช้รถ EV อย่างแท้จริง การไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) มีระบบอัตราค่าไฟฟ้าตามช่วงเวลาการใช้งาน ซึ่งจะแบ่งค่าไฟเป็น 2 เรตราคาอย่างชัดเจน

  • ช่วง On-Peak (แพง) จันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00 - 22.00 น. ค่าไฟหน่วยละ 5.7982 บาท

  • ช่วง Off-Peak (ถูกมาก) จันทร์-ศุกร์ เวลา 22.00 - 09.00 น. และ เสาร์-อาทิตย์ รวมถึงวันหยุดราชการตลอด 24 ชั่วโมง ค่าไฟจะเหลือเพียงหน่วยละ 2.6369 บาท (หากรวมค่า FT และภาษีจะอยู่ราวๆ 3 บาทต่อหน่วย)

หากคุณตั้งเวลาชาร์จรถเฉพาะในช่วงกลางคืนที่เป็น Off-Peak ต้นทุนค่าพลังงานของคุณจะลดลงเหลือเพียง 0.44 - 0.50 บาทต่อกิโลเมตรเท่านั้น! ซึ่งถูกกว่าการเติมน้ำมันถึง 6-7 เท่า นอกจากนี้ ทาง MEA ยังได้ออกโปรโมชั่นปรับลดค่าบริการขอเปลี่ยนมิเตอร์เป็นอัตรา TOU เหลือเพียง 3,350 บาท ทำให้ผู้ใช้รถ EV ตัดสินใจติดตั้งได้ง่ายยิ่งขึ้น

การขอเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าเป็นแบบ TOU (Time of Use) ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้งานรถ EV สามารถประหยัดค่าไฟได้อย่างมหาศาลในช่วง Off-Peak (กลางคืนและวันหยุด)

 

การชาร์จตามสถานีสาธารณะ (DC Fast Charge) รวดเร็วแต่มีราคา

แน่นอนว่าการใช้รถ EV ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การชาร์จที่บ้าน เมื่อคุณต้องขับรถเดินทางไกลข้ามจังหวัด การพึ่งพาสถานีชาร์จแบบกระแสตรง คือความจำเป็นหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าค่าบริการชาร์จสาธารณะนั้นสูงกว่าไฟบ้านพอสมควร

อัตราค่าบริการเฉลี่ยของสถานีชาร์จชั้นนำ (เช่น PEA VOLTA, PTT EV Station) มักจะอิงตามช่วงเวลาเช่นกัน

  • ช่วง Off-Peak ประมาณ 4.50 - 5.50 บาทต่อหน่วย

  • ช่วง On-Peak ประมาณ 6.90 - 8.00 บาทต่อหน่วย

หากคุณชาร์จในช่วง On-Peak ที่ราคา 7.50 บาทต่อหน่วย ต้นทุนการวิ่งจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 1.25 บาทต่อกิโลเมตร ซึ่งตัวเลขนี้อาจจะดูสูงกว่าการชาร์จไฟบ้านถึง 2 เท่าตัว แต่หากนำไปเทียบกับค่าน้ำมันที่ 2.86 บาทต่อกิโลเมตร การเดินทางข้ามจังหวัดด้วยรถ EV ก็ยังคงประหยัดกว่าการขับรถน้ำมันเกินกว่า 50% อยู่ดี

การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าตามสถานีชาร์จสาธารณะ (DC Fast Charge) มีอัตราค่าบริการที่สูงกว่าการชาร์จที่บ้าน แต่ก็ยังคงประหยัดกว่าค่าน้ำมันกว่าครึ่งหนึ่ง

เปรียบเทียบจำลองสถานการณ์ ระยะทาง 20,000 กิโลเมตรต่อปี

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนที่สุด เราลองมาจำลองสถานการณ์ของพนักงานออฟฟิศทั่วไปที่มีพฤติกรรมการขับขี่ประมาณ 20,000 กิโลเมตรต่อปี (ขับไป-กลับที่ทำงานเฉลี่ยวันละ 50-60 กิโลเมตร)

Scenario 1 ใช้รถยนต์น้ำมัน

  • ระยะทาง 20,000 กม.

  • ค่าน้ำมัน (Gasohol 95 @ 42.95 บ./ลิตร) ตกปีละประมาณ 57,200 บาท (หรือเฉลี่ยเดือนละ 4,766 บาท)

Scenario 2 ใช้รถ EV ชาร์จสาธารณะ 100% (คนอยู่คอนโด ไม่มีที่ชาร์จส่วนตัว)

  • ระยะทาง 20,000 กม.

  • ค่าไฟชาร์จ DC เฉลี่ยทั้ง On/Off-Peak ตกปีละประมาณ 22,000 บาท (ประหยัดกว่ารถน้ำมัน 35,200 บาทต่อปี)

Scenario 3 ใช้รถ EV ชาร์จไฟบ้านด้วย TOU 100%

  • ระยะทาง 20,000 กม.

  • ค่าไฟชาร์จบ้าน Off-Peak ตกปีละเพียง 9,200 บาท (หรือเฉลี่ยเดือนละแค่ 766 บาท!)

จากตัวเลขสถานการณ์จำลอง จะเห็นได้ว่าการใช้รถ EV ที่ชาร์จผ่านมิเตอร์ TOU จะช่วยเซฟเงินในกระเป๋าคุณได้ถึงปีละ 48,000 บาท หากใช้งานรถคันนี้เป็นระยะเวลา 5 ปี คุณจะมีเงินเหลือเก็บในบัญชีมากถึง 240,000 บาท ซึ่งสามารถนำไปลงทุน ดาวน์บ้าน หรือใช้จ่ายในครอบครัวได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

 

 

5. ต้นทุนแฝงที่หลายคนมองข้าม (Hidden Costs)

อย่างไรก็ตาม การจะตัดสินใจว่ารถคันไหน "คุ้มค่า" กว่ากันในระยะยาว เราไม่สามารถดูแค่ค่าพลังงานได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณา "ต้นทุนแฝง" (Total Cost of Ownership: TCO) เข้ามาประกอบด้วย:

  1. ค่าซ่อมบำรุง (Maintenance): ฝั่งรถ EV ชนะขาดลอย เนื่องจากไม่มีเครื่องยนต์ จึงไม่มีการถ่ายน้ำมันเครื่อง ไม่ต้องเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง หรือสายพานต่างๆ การเข้าศูนย์บริการของรถ EV มักเป็นการเช็กระบบคอมพิวเตอร์ เปลี่ยนกรองแอร์ และตรวจเช็กน้ำมันเบรกเท่านั้น ทำให้ค่าซ่อมบำรุงในระยะ 100,000 กิโลเมตรแรกของรถ EV ถูกกว่ารถน้ำมันถึง 50-70%

  2. ค่าเบี้ยประกันภัย (Insurance): ข้อนี้รถน้ำมันยังคงได้เปรียบ เนื่องจากมูลค่าแบตเตอรี่รถ EV มีราคาแพง (คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของราคารถ) และความเสี่ยงในการซ่อมตัวถังที่อาจกระทบต่อแบตเตอรี่ ทำให้ค่าเบี้ยประกันภัยชั้น 1 ของรถ EV มักจะแพงกว่ารถน้ำมันในระดับเดียวกันประมาณ 20 - 30% ต่อปี

  3. ค่าเสื่อมราคาและแบตเตอรี่: เป็นประเด็นที่คนกังวลที่สุด แต่เทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบ LFP (Lithium Iron Phosphate) ในยุคปัจจุบันถูกพัฒนาให้มีอายุการใช้งาน (Cycle Life) สูงถึง 3,000 รอบการชาร์จ หรือวิ่งได้ทะลุ 1 ล้านกิโลเมตร ทำให้ความกังวลเรื่องต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ก้อนใหม่ในเวลา 5-8 ปีแรกนั้น แทบจะไม่เกิดขึ้นจริงกับผู้ใช้งานทั่วไปอีกต่อไป

อินโฟกราฟิกสรุปเปรียบเทียบต้นทุนค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อกิโลเมตร ระหว่างรถยนต์ไฟฟ้าในรูปแบบการชาร์จต่างๆ และรถยนต์สันดาปในแต่ละประเภท ณ ปี 2569

บทสรุป ฟันธงความคุ้มค่า

หากคำถามคือ "เทียบชัดๆ แบบไหนประหยัดกว่ากันแน่?" คำตอบที่ไม่มีข้อกังขาคือ ยานยนต์ไฟฟ้า ชนะเลิศในแง่ของต้นทุนการใช้งานรายวันอย่างไร้คู่แข่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินพุ่งทะลุ 40 บาทต่อลิตร การเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าผ่านมิเตอร์ TOU ที่บ้าน ถือเป็นเกราะป้องกันชั้นดีจากวิกฤตเงินเฟ้อด้านพลังงาน

อย่างไรก็ตาม รถ EV จะตอบโจทย์และ "คุ้มค่าสูงสุด" ก็ต่อเมื่อคุณ "มีพื้นที่จอดรถที่สามารถติดตั้งตู้ชาร์จแบบ Wallbox ได้" หากคุณต้องพึ่งพาสถานีชาร์จสาธารณะ 100% ความคุ้มค่าจะลดลง แต่ก็ยังคงประหยัดกว่าการเติมน้ำมันอยู่ดี

ท้ายที่สุด การตัดสินใจเลือกยานพาหนะคู่ใจ ควรพิจารณาจากไลฟ์สไตล์การขับขี่ ความสะดวกในการชาร์จ และงบประมาณในกระเป๋าของคุณเป็นหลัก

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ