ใต้ผิวน้ำตื้นตามชายฝั่งเขตร้อน มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งค่อย ๆ ใช้ปากกว้างก้มเล็มพืชอยู่บนพื้นทะเล ทิ้งร่องรอยเป็นทางยาวบนแหล่งหญ้าทะเลก่อนว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำเพื่อหายใจ แล้วกลับลงไปหาอาหารต่อ
มันคือ "พะยูน" (Dugong) สัตว์ที่คนไทยคุ้นเคย โดยเฉพาะจากเรื่องราวการอนุรักษ์ตามชายฝั่งทะเลอันดามัน
"วัวทะเล" ผู้มีความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการใกล้ชิด "ช้าง"
พะยูนมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dugong dugon เป็นหนึ่งในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพียงไม่กี่ชนิดของโลกที่ใช้ชีวิตในน้ำอย่างสมบูรณ์และกินพืชเป็นอาหารเกือบทั้งหมด จนได้รับฉายาว่า "วัวทะเล"
ต่างจากโลมาและวาฬที่เป็นสัตว์กินเนื้อ พะยูนวิวัฒนาการมาเพื่อกินหญ้าทะเลโดยเฉพาะ ปากงุ้มลงด้านล่าง ริมฝีปากแข็งแรง และมีขนรับสัมผัสจำนวนมากรอบปาก ช่วยให้มันค้นหาและดึงหญ้าทะเลขึ้นจากพื้น
ความสัมพันธ์ระหว่างพะยูนกับหญ้าทะเลแน่นแฟ้นถึงขั้นที่ว่า หากแหล่งหญ้าทะเลเสื่อมโทรม พะยูนอาจไม่มีอาหารเพียงพอและสืบพันธุ์ได้น้อยลง นั่นทำให้การรักษาพะยูนไม่สามารถแยกออกจากการรักษาระบบนิเวศชายฝั่งได้เลย
พะยูนจัดอยู่ในชั้น Mammalia อันดับ Sirenia วงศ์ Dugongidae สกุล Dugong ชนิด Dugong dugon ปัจจุบันพะยูนเป็นสมาชิกที่ยังมีชีวิตอยู่เพียงชนิดเดียวของวงศ์ Dugongidae ญาติใกล้ชิดในวงศ์เดียวกันที่เคยมีชีวิตอยู่จนถึงยุคประวัติศาสตร์คือ Steller's Sea Cow (Hydrodamalis gigas) สัตว์กินพืชทะเลขนาดมหึมาที่ถูกมนุษย์ล่าจนสูญพันธุ์ในคริสต์ศตวรรษที่ 18
พะยูนยังเป็นหนึ่งในสัตว์อันดับ Sirenia ที่เหลืออยู่เพียง 4 ชนิดในโลก อีก 3 ชนิดเป็นพะยูนกลุ่ม Manatee แม้รูปร่างจะทำให้หลายคนนึกถึงวาฬหรือแมวน้ำ แต่ในทางวิวัฒนาการ พะยูนไม่ได้เป็นญาติใกล้ชิดกับสัตว์เหล่านั้น กลุ่ม Sirenia กลับมีความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการใกล้ชิดกับช้างมากกว่า โดยอยู่ในสายวิวัฒนาการใหญ่เดียวกับช้าง ไฮแรกซ์ และอาร์ดวาร์ก
อาจเป็นต้นกำเนิดตำนาน "ไซเรน"
คำว่า Dugong มีรากมาจากภาษาในกลุ่มวิซายันของฟิลิปปินส์ ซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับคำในภาษาเซบูอาโน ก่อนถูกนำไปใช้ในภาษายุโรปและกลายเป็นชื่อสามัญของสัตว์ชนิดนี้
มีความเชื่อแพร่หลายว่าคำว่า Dugong มาจากภาษามลายู duyung ที่หมายถึง นางเงือก หรือหญิงแห่งท้องทะเล แต่ข้อมูลด้านนิรุกติศาสตร์ที่รวบรวมไว้ในปัจจุบันระบุว่า การอธิบายเช่นนี้เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน
อย่างไรก็ตาม พะยูนมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องเล่าเรื่อง นางเงือกและไซเรนในอีกแง่หนึ่ง โดย National Geographic ระบุว่า มีข้อสันนิษฐานว่า การพบเห็นพะยูนหรือสัตว์ในอันดับ Sirenia จากระยะไกลโดยนักเดินเรือในอดีต อาจเป็นหนึ่งในต้นกำเนิดของเรื่องเล่าเกี่ยวกับนางเงือกตามวัฒนธรรมทางทะเลบางแห่ง
ชื่ออันดับ Sirenia เองก็สะท้อนความเชื่อมโยงกับ "ไซเรน" ในตำนานกรีกเช่นกัน
"พะยูน" กับ "มานาที" ต่างกันอย่างไร?
พะยูนและมานาทีเป็นญาติกันและอยู่ในอันดับ Sirenia เหมือนกัน แต่เป็นสัตว์คนละวงศ์และมีลักษณะแตกต่างกันหลายประการ จุดที่สังเกตง่ายที่สุดคือ หาง หางของพะยูนแยกเป็นสองแฉก คล้ายหางของวาฬหรือโลมา ขณะที่ Manatee มีหางเป็นแผ่นกว้างมนคล้ายไม้พาย
นอกจากนี้ พะยูนมีปากงุ้มลงอย่างชัดเจนเพื่อกินหญ้าทะเลตามพื้น พะยูนใช้ชีวิตในน้ำทะเลเป็นหลัก มานาทีบางชนิดสามารถอาศัยทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำทะเล และงาของพะยูนตัวผู้โตเต็มวัยสามารถโผล่ออกมาให้เห็นได้
องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ระบุว่า พะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลอย่างแท้จริง ต่างจากมานาทีที่สามารถใช้แหล่งน้ำจืดได้ด้วย
ลำตัวทรงกระบอก หาอาหารตามพื้นทะเล
พะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทะเลขนาดใหญ่ที่มีลำตัวทรงกระบอกและเรียวลงบริเวณหัวกับหาง
National Geographic ระบุขนาดทั่วไปไว้ว่ามีความยาวประมาณ 2.4–3 เมตร น้ำหนักประมาณ 230–500 กิโลกรัม ขณะที่ข้อมูลที่รวบรวมโดยกองอุทยานแห่งชาติ ระบุว่า ตัวเต็มวัยโดยทั่วไปมักยาวไม่เกินประมาณ 3 เมตร และตัวที่มีความยาว 3 เมตรอาจหนักประมาณ 420 กิโลกรัม
อย่างไรก็ตาม พะยูนสามารถมีขนาดใหญ่กว่านั้นได้ ตัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดซึ่งมีการบันทึกไว้ มีความยาวประมาณ 4.06 เมตร และน้ำหนักประมาณ 1,016 กิโลกรัม พบจากชายฝั่งเสาราษฏระทางตะวันตกของอินเดีย โดยสิ่งที่ต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิดคือ พะยูนตัวเมียมีแนวโน้มมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้
หนึ่งในลักษณะเด่นที่สุดของพะยูนคือบริเวณปากและจมูกที่งุ้มลงอย่างชัดเจน รูปร่างนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นการปรับตัวสำหรับการหาอาหารตามพื้นทะเล
ริมฝีปากบนของพะยูนมีลักษณะใหญ่ แข็งแรง และเคลื่อนไหวได้ดี รอบปากมีขนแข็งที่ทำหน้าที่เป็นอวัยวะรับสัมผัส ช่วยตรวจหาอาหารท่ามกลางตะกอนและพื้นทราย
เมื่อกินอาหาร พะยูนสามารถใช้ปากถอนหญ้าทะเล ดึงทั้งใบและรากขึ้นมา เล็มเฉพาะใบในบางกรณี คุ้ยพื้นทะเลเพื่อค้นหาพืช การกินจึงมักสร้างร่องการกิน หรือ Feeding Trails ปรากฏอยู่ตามแหล่งหญ้าทะเล
กระดูกหนักช่วยให้พะยูน "จม" อยู่ใต้น้ำ
อีกหนึ่งการปรับตัวที่น่าสนใจของพะยูนอยู่ภายในร่างกาย กระดูกซี่โครงและกระดูกยาวหลายส่วนมีความหนาแน่นสูงและมีโพรงไขกระดูกน้อยกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไป ลักษณะนี้เรียกว่า Pachyostosis
กระดูกหนักทำหน้าที่คล้ายตุ้มน้ำหนักตามธรรมชาติ ช่วยลดแรงลอยตัวและทำให้พะยูนสามารถรักษาตำแหน่งอยู่ใกล้พื้นทะเลขณะกินหญ้าได้ง่ายขึ้น
ลักษณะดังกล่าวเหมาะอย่างยิ่งกับสัตว์ที่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวอยู่เหนือแหล่งหญ้าทะเล แทนที่จะว่ายด้วยความเร็วสูงตลอดเวลา
อาหารหลักของพะยูนคือ หญ้าทะเล จึงเป็นที่มาของฉายาวัวทะเล พะยูนชื่นชอบหญ้าทะเลบางกลุ่มเป็นพิเศษ โดยเฉพาะสกุล Halophila และ Halodule พืชเหล่านี้มีเส้นใยค่อนข้างต่ำ มีสารอาหารสูง และย่อยได้ง่าย ซึ่งพะยูนสามารถกินทั้งใบและส่วนใต้ดินของหญ้าทะเล รวมถึงรากและเหง้าเมื่อสภาพพื้นเอื้ออำนวย
แม้จะถูกจัดเป็นสัตว์กินพืช แต่มีรายงานจากบางประชากรว่าอาจกินสาหร่ายหรือสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบางชนิดเมื่อหญ้าทะเลขาดแคลน อย่างไรก็ตาม ในเขตร้อน อาหารหลักยังคงเป็นหญ้าทะเลอย่างชัดเจน
สิ่งที่น่าสนใจคือ การกินหญ้าทะเลไม่ได้หมายถึงการทำลายแหล่งหญ้าเสมอไป ข้อมูลที่รวบรวมจากการศึกษาพะยูนระบุว่า การเล็มและถอนพืชของพะยูนสามารถเปิดพื้นที่ให้หญ้าทะเลที่เติบโตเร็วและมีคุณค่าทางอาหารสูงงอกขึ้นใหม่ รูปแบบนี้เรียกว่า Cultivation Grazing กล่าวคือ พะยูนอาจกลับมากินพื้นที่เดิมซ้ำ เพราะการกินครั้งก่อนช่วยสร้างสภาพที่เหมาะกับหญ้าทะเลอ่อนซึ่งมันชื่นชอบ
ความสัมพันธ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าพะยูนไม่ได้เป็นเพียงผู้บริโภคหญ้าทะเล แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของทุ่งหญ้าใต้ทะเลด้วย
กินทั้งกลางวันและกลางคืน และต้องขึ้นมาหายใจ
พะยูนไม่ได้กำหนดช่วงหาอาหารไว้เฉพาะเวลากลางวัน National Geographic ระบุว่า พวกมันสามารถเล็มหญ้าทะเลได้ทั้งกลางวันและกลางคืน การเคลื่อนไหวในแต่ละวันยังได้รับอิทธิพลจากระดับน้ำขึ้นน้ำลง
ในพื้นที่ที่น้ำขึ้นน้ำลงแตกต่างกันมาก พะยูนอาจเคลื่อนตามกระแสน้ำเข้าสู่พื้นที่ตื้นเมื่อระดับน้ำสูง เพื่อเข้าถึงแหล่งหญ้าทะเล ก่อนกลับออกสู่พื้นที่ลึกเมื่อน้ำลด ความพร้อมของหญ้าทะเลจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดทั้งสถานที่และระยะทางที่พะยูนเดินทาง
แม้ใช้ชีวิตทั้งหมดอยู่ในน้ำ แต่พะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและมีปอด จึงต้องขึ้นมาหายใจอากาศเหนือผิวน้ำ National Geographic และ IFAW ระบุว่า พะยูนสามารถกลั้นหายใจใต้น้ำได้นานประมาณ 6 นาที แต่ระยะเวลาปกติอาจสั้นกว่านั้น รูจมูกอยู่บริเวณด้านบนของหัวและสามารถปิดได้ขณะดำน้ำ
พะยูนยังมีพฤติกรรมที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ในพื้นที่น้ำตื้น พะยูนบางตัวสามารถตั้งตัวโดยใช้หางแตะพื้นและยกศีรษะขึ้นเหนือผิวน้ำเพื่อหายใจได้
พะยูนเป็นสัตว์สังคม แต่ไม่ได้อยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ตลอดเวลา โดยทั่วไปมักพบอยู่ตามลำพัง เป็นคู่ แม่กับลูก หรือกลุ่มขนาดเล็ก เหตุผลส่วนหนึ่งคือ แหล่งหญ้าทะเลในพื้นที่หนึ่งอาจไม่สามารถรองรับสัตว์ขนาดใหญ่จำนวนมากพร้อมกันได้
อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ที่อาหารอุดมสมบูรณ์สามารถพบพะยูนรวมกันจำนวนมากได้ชั่วคราว และมีบันทึกการรวมกลุ่มถึงหลักร้อยตัวในบางพื้นที่ของโลก นอกจากนี้ พะยูนยังสามารถส่งเสียงหลายรูปแบบ เช่น เสียงร้องสั้น เสียงหวีด และเสียงคล้ายเห่า เพื่อสื่อสารกันใต้น้ำ
เดินทางไกลเพื่อค้นหาอาหาร ครอบคลุมมหาสมุทรอินเดีย-แปซิฟิก
พะยูนไม่ได้อยู่กับหญ้าทะเลแปลงเดียวตลอดชีวิต พวกมันมีลักษณะกึ่งเร่ร่อน หรือ Semi-nomadic สามารถเคลื่อนที่ระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อค้นหาอาหารตามฤดูกาลและสภาพของแหล่งหญ้าทะเล บางตัวสามารถเดินทางเป็นระยะทางไกลหลายวันและข้ามพื้นที่น้ำลึกได้
อย่างไรก็ตาม พะยูนมักยังคงมีพื้นที่หลักที่คุ้นเคย และมีหลักฐานว่าความจำช่วยให้พวกมันสามารถกลับมายังจุดเดิมหลังเดินทางออกไปไกลได้
จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการสูญเสียแหล่งหญ้าทะเลเพียงแห่งเดียวอาจส่งผลมากกว่าการหายไปของพื้นที่หาอาหาร เพราะอาจเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายถิ่นอาศัยที่พะยูนใช้ต่อเนื่องมานาน
พะยูนมีเขตกระจายพันธุ์กว้างมาก ครอบคลุมน่านน้ำเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของ มหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกตะวันตก พบตั้งแต่ชายฝั่งแอฟริกาตะวันออก ทะเลแดง อ่าวเปอร์เซีย อินเดีย ศรีลังกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตอนใต้ของญี่ปุ่น หมู่เกาะแปซิฟิกตะวันตก ไปจนถึงออสเตรเลีย
การกระจายพันธุ์ไม่ได้ต่อเนื่องเป็นพื้นที่เดียว แต่แตกออกเป็นประชากรย่อยจำนวนมากตามบริเวณที่ยังมีแหล่งหญ้าทะเลเหมาะสม
ปัจจุบันออสเตรเลียถือเป็นฐานประชากรสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะน่านน้ำทางตอนเหนือและตะวันตกของประเทศ
บ้านของพะยูนต้องมี "หญ้าทะเล"
แม้เขตกระจายพันธุ์ดูเหมือนกว้างใหญ่ แต่พื้นที่ที่พะยูนสามารถอาศัยจริงกลับมีเงื่อนไขค่อนข้างเฉพาะ พวกมันมักพบในอ่าวน้ำตื้น ลากูน ปากแม่น้ำและน้ำกร่อยบางพื้นที่ ช่องน้ำบริเวณป่าชายเลน รอบเกาะใกล้ชายฝั่ง บริเวณที่มีทุ่งหญ้าทะเล
พะยูนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตในน้ำลึกไม่เกินประมาณ 10 เมตร แม้สามารถลงไปกินหญ้าทะเลในพื้นที่ลึกมากกว่า 30 เมตรได้ในบางแห่ง พื้นที่น้ำตื้นยังมีความสำคัญต่อการคลอดและเลี้ยงลูก เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงจากผู้ล่าและทำให้แม่กับลูกขึ้นมาหายใจได้สะดวก
สำหรับประเทศไทย อยู่ในเขตกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติของพะยูน โดยพบได้ทั้งทะเลอันดามันและอ่าวไทย อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของทั้งสองฝั่งแตกต่างกันอย่างมาก
ข้อมูลจากกองอุทยานแห่งชาติระบุว่า ปัจจุบันเขตกระจายพันธุ์หลักในประเทศไทยจำกัดอยู่ตาม 6 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน ได้แก่บริเวณชายฝั่งของระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล พื้นที่อย่างชายฝั่งตรัง กระบี่ และหมู่เกาะต่าง ๆ ที่มีแหล่งหญ้าทะเลจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพะยูนในประเทศไทย
ส่วนอ่าวไทยซึ่งในอดีตเคยมีพะยูนอาศัยอยู่จำนวนมาก ปัจจุบันเหลือประชากรน้อยมาก โดยฝั่งตะวันออกยังคงมีรายงานการพบอยู่บ้าง แต่ประชากรถูกมองว่ามีขนาดเล็กและอาจกำลังลดลง
พะยูนเป็นสัตว์ที่สืบพันธุ์ช้ามาก National Geographic ระบุว่า ตัวเมียโดยทั่วไปตั้งท้องประมาณ 1 ปี ออกลูกครั้งละ 1 ตัว หลังคลอด แม่จะช่วยพาลูกขึ้นสู่ผิวน้ำเพื่อให้สามารถหายใจครั้งแรกได้ ลูกพะยูนจะอยู่ใกล้แม่ประมาณ 18 เดือน และมีการสังเกตลูกว่ายอยู่ข้างแม่หรือขึ้นไปพาดบนหลังของแม่ในบางครั้ง
ความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกใกล้ชิดมาก มีรายงานว่าลูกใช้ครีบสัมผัสตัวแม่คล้ายการสร้างความมั่นใจระหว่างกัน
อายุยืน แต่เพิ่มประชากรช้ามาก
พะยูนอาจมีอายุยืนถึงประมาณ 70 ปี และตัวที่มีอายุมากที่สุดซึ่งเคยบันทึกได้มีอายุประมาณ 73 ปี แต่การมีอายุยืนไม่ได้หมายความว่าประชากรจะฟื้นตัวได้ง่าย IFAW ระบุว่า ตัวเมียเข้าสู่วัยสืบพันธุ์ราวอายุ 10 ปี และอาจให้กำเนิดลูกเพียงหนึ่งตัวทุกประมาณ 3–7 ปี
การสูญเสียพะยูนตัวเมียโตเต็มวัยเพียงไม่กี่ตัวจึงสามารถส่งผลต่อประชากรระยะยาวได้มาก เพราะต้องใช้เวลาหลายปีกว่าลูกหนึ่งตัวจะเติบโตจนสามารถสืบพันธุ์ได้เอง
IFAW อ้างการประเมินในปี 2022 ว่าอาจมีพะยูนทั่วโลกประมาณ 100,000 ตัว แต่จำนวนดังกล่าวกระจายอย่างไม่เท่าเทียมอย่างมาก โดยออสเตรเลียมีประชากรขนาดใหญ่หลายแห่ง ขณะที่ประชากรในบางส่วนของเอเชียและแอฟริกาเหลือเพียงหลักสิบหรือน้อยกว่านั้น
ดังนั้น การมีพะยูนรวมทั่วโลกเป็นหลักหมื่นถึงหลักแสนไม่ได้หมายความว่าประชากรทุกพื้นที่ปลอดภัย และไม่ควรนำตัวเลขประชากรโลกมาใช้แทนสถานการณ์ของประเทศไทยโดยตรง
ปัจจุบันพะยูนถูกจัดอยู่ในสถานะ Vulnerable (VU) หรือ มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ ตามบัญชีแดง IUCN Red List และแนวโน้มประชากรโดยรวมถูกระบุว่าลดลง
ข้อมูลในระดับโลกอาจดูไม่รุนแรงเท่ากับสัตว์สถานะ Endangered หรือ Critically Endangered แต่ความเสี่ยงของพะยูนมีลักษณะเฉพาะคือ ประชากรหลายแห่งถูกแยกออกจากกัน และบางพื้นที่ลดลงอย่างหนักจนเข้าใกล้การสูญพันธุ์เฉพาะถิ่น
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือจีน ซึ่งงานศึกษาช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาประเมินว่าพะยูนอยู่ในภาวะสูญพันธุ์เชิงหน้าที่ หรือ Functionally Extinct ในน่านน้ำจีนแล้ว ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาสถานะพะยูนจึงต้องดูทั้งระดับโลกและระดับประชากรในแต่ละพื้นที่ควบคู่กัน
ที่มา: WWF / กองอุทยานแห่งชาติ / National Geographic / IFAW