จุดกำเนิด Gaslighting จากบทละครปี 1930 สู่คำจิตวิทยาโลก
คำว่า Gaslighting ไม่ได้ถูกคิดค้นขึ้นในห้องวิจัยทางจิตวิทยา แต่มีรากฐานมาจากศิลปะวรรณกรรม โดยมีจุดเริ่มต้นจากบทละครเวทีแนวสืบสวนสอบสวนเรื่อง "Gas Light" ในปี ค.ศ. 1938 เขียนโดยนักเขียนชาวอังกฤษชื่อ พาทริก แฮมิลตัน (Patrick Hamilton) ต่อมาถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูดชื่อดังในชื่อเดียวกันคือ Gaslight (1944) นำแสดงโดย อิงกริด เบิร์กแมน (Ingrid Bergman) และ ชาร์ลส์ โบเยอร์ (Charles Boyer)
เนื้อเรื่องเล่าถึง "เกรกอรี" สามีหลอกลวงที่พยายามปั่นหัว "พอลลา" ภรรยาของเขา เพื่อให้เธอเข้าใจว่าตัวเองกำลังจะกลายเป็นคนบ้าและสูญเสียการรับรู้สภาวะความเป็นจริง วิธีการหลักที่เกรกอรีใช้คือ การแอบหรี่ไฟจาก "ตะเกียงแก๊ส" ภายในบ้านให้สลัวลง แล้วเมื่อภรรยาถามว่าทำไมไฟถึงมืดลง สามีกลับยืนยันเสียงแข็งว่า "ไฟก็สว่างเท่าเดิม เธอคิดไปเอง"
นอกจากนี้ เขายังแอบย้ายข้าวของในบ้านให้หายไป แล้วกล่าวหาว่าภรรยาเป็นคนขโมยหรือลืมไว้ การถูกเป่าหูและปฏิเสธความจริงอย่างต่อเนื่องทำให้พอลลาเริ่มสงสัยในความทรงจำ ตัวตน และสติสัมปชัญญะของตัวเอง จนเกือบสูญเสียสติไปจริงๆ
จากบทละครเรื่องนี้ ทำให้นักจิตวิทยาเริ่มนำคำว่า "Gaslighting" มาใช้เป็นศัพท์ทางจิตวิทยาเชิงอุปมาอุปไมยเพื่ออธิบายรูปแบบการกระทำที่เป็นการ "ทำลายการรับรู้ความจริงของเหยื่อ" เพื่อให้อีกฝ่ายควบคุมได้ง่ายขึ้น
จากเรื่องราวในภาพยนตร์ นักจิตวิทยาและนักสังคมศาสตร์ในยุคต่อมาเริ่มนำคำว่า "Gaslighting" มาใช้เรียก พฤติกรรมบิดเบือนความจริงเพื่อควบคุมผู้อื่น
ผู้กระทำ จะใช้การปฏิเสธความจริง การบิดเบือนข้อมูล หรือคำพูดตอกย้ำให้เหยื่อสงสัยในความทรงจำและความรู้สึกของตนเอง
เช่น: "ฉันไม่เคยพูดแบบนั้น เธอจำผิดไปเอง""คิดมากไปหรือเปล่า? เวอร์เกินไปแล้วนะ""เพราะเธอเป็นแบบนี้ไง เรื่องมันถึงได้แย่"
คำพูดสุดฮิตของสายปั่นหัว (Gaslighting Phrases)
ผู้ที่ใช้เทคนิค Gaslighting มักมีประโยคติดปากที่ออกแบบมาเพื่อสั่นคลอนความมั่นใจของอีกฝ่ายโดยเฉพาะ หากคุณเคยได้ยินประโยคเหล่านี้บ่อยๆ ในความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะจากคู่รัก เพื่อน หรือหัวหน้างาน ให้พึงระวังไว้ว่าคุณอาจกำลังถูกปั่นหัว:
-
"คิดมากไปเองหรือเปล่า?" / "เพ้อเจ้ออีกแล้วนะ" : เป็นการปฏิเสธความรู้สึกของเหยื่อ ทำให้เหยื่อรู้สึกว่าความวิตกกังวลของตนเป็นเรื่องบ้าบอ
-
"เรื่องแค่นี้เอง ทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้" : การด้อยค่าความรู้สึก เพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตนเองงี่เง่า ไวต่อความรู้สึกเกินไป
-
"ฉันไม่เคยพูดแบบนั้นเลยนะ จำผิดแล้วมั้ง" : การปฏิเสธเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงอย่างหน้าตาเฉย เพื่อให้เหยื่อเริ่มไม่มั่นใจในความทรงจำของตัวเอง
-
"เพราะเธอเป็นแบบนี้ไง ฉันถึงต้องทำแบบนี้" : การโยนความผิดให้อีกฝ่าย เปลี่ยนให้ตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์
-
"ที่พูดเพราะรักและหวังดีหรอกนะ" : การใช้ความรัก ความหวังดี เป็นเกราะป้องกัน เพื่อให้เหยื่อยอมทำตามโดยไม่ต้านทาน
Gaslighting ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่มองข้ามได้ แต่มันคือ "อาชญากรรมทางอารมณ์" ที่ค่อยๆ กัดกร่อนคุณค่าในตัวเอง จำไว้ว่า "ความจริงของคุณมีความหมาย และความรู้สึกของคุณเป็นเรื่องจริงเสมอ" อย่ายินยอมให้ใครใช้ตะเกียงแก๊สแห่งคำโกหกมาหรี่แสงสว่างแห่งสติปัญญาและความมั่นใจในตัวคุณให้มืดมิดลงไปได้อีกเลย