สวัสดีเดือนเมษา หรือจะเรียกเดือนแห่งความชุ่มฉ่ำก็ได้ แต่ก่อนที่ตัวจะไปเปียกปอนกับเทศกาลสงกรานต์ หลายท่านก็ต้องทนกับความร้อนของอากาศประเทศไทยไปก่อน และยังกลับมาเจอกันเหมือนเดิมกับ “เปิดก๊อก...เศรษฐกิจ” ที่ครั้งนี้จะกล่าวถึงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ (ครั้งที่ 2) ด้วยเพราะวันนี้ (3 เม.ย.60) ถือเป็นวันแรกที่รัฐบาลได้เปิดให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยตามเกณฑ์ลงทะเบียนรับสิทธิ แต่หลายท่านยังคงสงสัย เพราะเหตุใดถึงมีโครงการนี้ จึงชวนมาหาคำตอบให้กระจ่างกัน
สำหรับโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย เกิดขึ้นจากนโยบายรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยแบบตรงจุด ตรงกลุ่มมากที่สุด เพื่อให้การใช้เงินงบประมาณของรัฐมีประสิทธิภาพ ลงไปถึงมือผู้มีรายได้น้อย “แบบถูกฝาถูกตัว” ต่างจาก “นโยบายประชาชนนิยม” ทั่ว ๆ ไป ที่มีลักษณะหว่านแห และผลสุดท้ายงบประมาณรัฐ หลายร้อย หลายพันล้านบาท ก็ไม่ได้ถึงมือประชาชนที่เดือดร้อน
ทำให้ครั้งนี้ รัฐบาลจึงมอบหมายให้กระทรวงการคลัง เป็นโต้โผขับเคลื่อนโครงการเปิดให้ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย ตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.-15 พ.ค.60 ด้วยการนำเส้นความยากจน มาเป็นตัวกำหนดกลุ่มผู้ที่จะได้รับสวัสดิการของรัฐนั่นเอง สังเกตได้จากหลักเกณฑ์ของผู้ที่มีสิทธิลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ คือ ต้องเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทย มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และเกิดก่อนวันที่ 15 พ.ค.42
โดยจะมีทั้งผู้ว่างงาน หรือหากมีรายได้ทั้งปี 59 ต้องไม่เกิน 100,000 บาท ตามเกณฑ์เส้นความยากจน เพราะเมื่อนำมาเฉลี่ยต่อเดือนจะมีรายได้เพียงเดือนละ 8,333 บาทเท่านั้น หากคำนวณจากค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน และทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ โดยปีหนึ่ง ๆ มี 52 สัปดาห์ เมื่อนำมาคิดเป็นรายได้ จะเท่ากับ 300 x 6 x 52 = 93,600 บาทต่อปี แต่เพื่อดูแลผู้มีรายได้น้อยให้ครอบคลุมมากขึ้น รัฐบาลจึงปัดเงินรายได้ให้สูงขึ้นเป็น 100,000 บาทต่อปีนั่นเอง
เมื่อนำตัวเลขมาเฉลี่ย สะท้อนให้เห็นว่าตัวเลขรายได้แต่ละวันหรือแต่ละเดือน ไม่สอดคล้องต่อค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น เพราะสัดส่วนรายได้เช่นนี้ แทบไม่พอต่อการดำรงชีวิตเลยจริง ๆ โดยกระทรวงการคลังประเมินว่า การเปิดลงทะเบียนใหม่ครั้งนี้ ผู้มีรายได้น้อยที่เข้าข่ายตามเกณฑ์จะมีจำนวนมากถึง 14-15 ล้านราย ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเหลือผ่านการให้สวัสดิการต่าง ๆ
เบื้องต้นภาครัฐได้เตรียมให้สวัสดิการเพิ่มเติม กับผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนและผ่านการคัดกรอง โดยส่วนใหญ่จะเป็นการช่วยเหลือลดค่าครองชีพและความมั่นคงต่อชีวิต เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ การขึ้นรถเมล์ฟรี รถไฟฟรี และการทำประกันภัยอุบัติเหตุ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้มีรายได้น้อยเวลาเข้าโรงพยาบาลก็จะมีเงินชดเชยให้ ต่างจากครั้งแรกที่ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล 1,500 บาท และ 3,000 บาท
ที่สำคัญ ผู้ที่มีสิทธิ์ทุกคนจะต้องไปลงทะเบียนใหม่ทั้งหมดทุกราย ทั้งรายเดิมที่เคยลงทะเบียนแล้วและรายใหม่ที่ยังไม่เคยลงทะเบียน นอกจากเกณฑ์ที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ผู้ที่มาลงทะเบียน จะต้องไม่มีทรัพย์สินทางการเงิน หรือไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมาย หรือหากมีบ้านพักอาศัยต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตร.ว. ห้องชุดไม่เกิน 35 ตร.ม. หรือมีที่ดินเพื่อการเกษตรไม่เกิน 10 ไร่ หรือที่ดินอื่นที่ไม่ใช่การเกษตรไม่เกิน 1 ไร่
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ต้องการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย สามารถเดินทางไปที่หน่วยงานใกล้บ้าน ทั้งสำนักงานคลังจังหวัด และสำนักงานเขตกรุงเทพมหานครทุกเขต รวมถึงธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยครั้งนี้จะมีจุดลงทะเบียนเพิ่มเป็น 3,669 แห่ง
แม้จะเป็นโครงการเฉพาะที่รัฐบาลต้องการตรวจสอบผู้มีรายได้น้อยของประเทศที่มีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล หากมองในมุมของการใช้งบประมาณภาครัฐ ก็ถือว่าคุ้มค่ากับการดำเนินงาน เพราะงบประมาณที่ถูกนำมาใช้เกิดประสิทธิภาพที่ประชาชนได้รับโดยตรง แต่สุดท้ายแล้วการส่งเสริมในการประกอบอาชีพ เพื่อเพิ่มรายได้ และลดค่าครองชีพ ก็ถือเป็นส่วนสำคัญที่รัฐบาลต้องย้อนกลับมามอง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหานี้อีกต่อไป