แม้เรื่องราวของคนไทยนับพันคนต้องตกค้างอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพราะการถูกชักชวนนำเสนอพาไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นในราคาแสนถูก ใกล้ได้ข้อสรุปที่แน่ชัดแล้ว ถือเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องย้อนกลับมาดู ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะแก้ไขจัดการปัญหาให้จบสิ้นได้อย่างไร เนื่องจากการกระทำเช่นนี้ เปรียบเป็นการหลอกลวงส่งผลให้ประชาชนส่วนหนึ่งต้องเสียทรัพย์สิน และครั้งนี้ “เปิดก๊อก...เศรษฐกิจ” จะเชิญชวนผู้อ่านมาวิเคราะห์ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น
เรื่องดังกล่าวเป็นที่ทราบกันดีว่า หากดูจากการเปิดเผยข้อมูลของ พบว่ามีเจตนาจงใจกระทำมากกว่าหลงลืม เพราะทุกอย่างล้วนสอดคล้องกันหมด ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งบริษัทที่ใช้เวลาไม่นาน ทุนจดทะเบียนเพียง 2 ล้านบาท และการใช้ที่อยู่อาศัยทั่วไปมาจดทะเบียนเป็นบริษัท ล้วนเป็นการอำพราง สร้างตัวตนให้น่าเชื่อถือและมีอยู่จริง
ขณะเดียวกัน การดำเนินธุรกิจยังมีลักษณะขายตรง ด้วยการหาสมาชิกจำนวนมาก และนำสิ่งของหรือทัวร์ท่องเที่ยวต่างประเทศมาจูงใจ ทำให้มีส่วนคล้ายไม่ต่างกับ “แชร์ออนไลน์” ที่เป็นการสร้างเครือข่ายผ่านโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ค ผ่านเฟซบุ๊ก ไลน์ ด้วยการสร้างความจูงใจเข้ามาเล่นแชร์ พร้อมข้อเสนอจ่ายผลตอบแทนสูงเช่นกัน แต่สุดท้ายส่วนใหญ่จะเป็นการฉ้อโกง กลายเป็นแชร์ลูกโซ่ หากประชาชนหลงเชื่อหรือเป็นเหยื่อ อาจส่งผลกระทบต่อความเสียหายของทรัพย์สินนั้นเอง
ถือเป็นอีกหนึ่งในปัจจุบันที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะ “แชร์ออนไลน์” ยังคงระบาดอยู่หลายพื้นที่ โดยเฉพาะการเล่นแชร์แบบจงใจฉ้อโกง ที่มีรูปแบบตั้งกลุ่มที่เชิญเพื่อนเพื่อนจากเฟซบุ๊ค มาตั้งกลุ่มในไลน์ ให้มีสมาชิกจำนวนมาก เกิดการตั้งวงแชร์หลายวง แต่สุดท้ายไม่มีการส่งเงินกองกลางให้กับสมาชิกที่ประมูลได้ตามจำนวนของวงเงินที่กำหนดไว้ หรือเรียกว่าไม่มีการประมูลจริง เป็นเพียงแค่สมมติว่ามีการประมูลผลตอบแทนขึ้น เพื่อให้ได้เงินจากสมาชิกอื่นนั้นเอง ส่งผลให้ประชาชนที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินจำนวนมาก
แม้การกระทำดังกล่าว ถือว่าผิดกฎหมาย เข้าข่ายการฉ้อโกงประชาชน ในลักษณะการกู้ยืมเงินหรือบุคคลใดจะจ่ายหรืออาจจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 500,000 บาท ถึง 1 ล้านบาท แต่หากมีการปราบปรามหรือแก้ไข ประชาชนไม่เข้าไปหลงเชื่อว่าจะได้รับผลตอบแทนที่สูง ความเสียหายเป็นจำนวนมากก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน