นักวิจัยไทยแนะ พัฒนา “เอไอ” เพื่อยกระดับมนุษย์ ไม่ใช่เหนือกว่าและละทิ้งมนุษย์


โดย PPTV Online

เผยแพร่




นักวิจัยชาวไทยในสถาบัน MIT แนะ การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ ควรจะสร้างเอไอที่ไม่ทิ้งมนุษย์ไว้ข้างหลัง แต่ช่วยเสริมสร้างความสามารถต่าง ๆ ของเรา

เรื่องของปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) ยังคงเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ จากความกังวลว่า พวกมันจะเข้ามาแทนที่มนุษย์หรือไม่ในการทำงาน เพราะนอกจากจะทำงานได้ไม่ต่างจากมนุษย์แล้ว ยังมีความได้เปรียบในเรื่องของการทำงานได้รวดเร็วและไม่มีวันเหน็ดเหนื่อย

โดยเฉพาะบุคลากรในวงการงานด้านบันเทิงและศิลปะเช่น คนเขียนบทภาพยนตร์ ศิลปิน นักแต่งเพลง ซึ่งปัจจุบันมีเอไอหลายตัวที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานแทนพวกเขาได้ นำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ที่ฮอลลีวูดตั้งแต่เดือน พ.ค. เป็นต้นมา

คอนเทนต์แนะนำ
“วันสารทจีน” ควรไหว้อะไรบ้าง กับข้อห้ามที่ไม่ควรปฏิบัติ
ประกาศฉบับที่ 5 เตือน ฝนตกหนักถึงหนักมาก จนถึง 3 ก.ย.
ประกาศรายชื่อวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ชุดลุยศึกชิงแชมป์เอเชีย AVC 2023

 

ความก้าวหน้าของเอไอที่ดูเหมือนจะมีศักยภาพในการแย่งงานจากมนุษย์ทำให้เกิดกระแสว่า เรากำลังก้าวเข้าสู่หายนะของมนุษยชาติหรือไม่?

พัทน์ ภัทรนุธาพร นักวิจัยไทยจากศูนย์วิจัยมีเดียแล็บ (Media Lab) สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาด้านเทคโนโลยีระดับโลก ได้กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวภายในงาน Creative Business Connext เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมาว่า เรื่องของเอไออาจจะไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด และจริง ๆ แล้วอาจเป็นโอกาสของมนุษย์ด้วยซ้ำ

เขาบอกว่า ไอเดียของการวิจัยที่มีเดียแล็บ MIT คือ จะใช้เทคโนโลยีในการสร้างโลกที่เราต้องการใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไร จะใช้เทคโนโลยีในการสนับสนุนผู้คนอย่างไร ให้ทำงานได้ดีขึ้น ให้เล่นได้ดีขึ้น ออกแบบได้ดีขึ้น คิดได้ดีขึ้น ซึ่งที่ MIT ก็มีการพัฒนาเอไอโดยยึดไอเดียดังกล่าว

“เราทำงานกับไอเดียนี้ที่ว่า ใช้เอไอในการจำลองอะไรบางอย่างขึ้นมา เช่นคนเสมือนจริง อย่างเช่นศาสตราจารย์ที่ MIT เราใช้เอไอจำลองเขาขึ้นมา เพื่อที่เขาจะยังคงสอนที่ MIT ไปได้อีก 200 ปี เพราะเรามองว่าความรู้เป็นสิ่งมีค่า ดังนั้นเราจึงไม่อยากเสียเขาไป” พัทน์กล่าว

เขาเสริมว่า “ประเด็นร้อนในปัจจุบันคือเรื่องของปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งคำ ๆ นี้จริง ๆ ก็มีที่มาจาก MIT ช่วงปี 1990s จากความคิดที่ว่า เราจะสามารถจำลองสติปัญญาของมนุษย์มาไว้ในเครื่องจักรได้หรือไม่”

พัทน์บอกว่า “โดยปกติ เมื่อพูดถึงเอไอ จะต้องแยกออกมาเป็น 2 ตัวตน หรือส่วนของมนุษย์ กับส่วนของเครื่องจักร แต่ปัจจุบัน มนุษย์กับเอไอมีปฏิสัมพันธ์ในอีกรูปแบบหนึ่ง เป็นอีกหนึ่งไอเดียเรื่องปัญญาประดิษฐ์ จากเดิมที่มองว่าคนกับเครื่องจักรแยกจากกัน ก็หันมามองว่ามันเป็นเรื่องของ การเพิ่มพูนสติปัญญา (Intelligence Augmentation) หรือ ไอเอ (IA)

หลักการคือ เราจะสร้างเอไอที่ไม่ทิ้งมนุษย์ไว้ข้างหลัง แต่ช่วยเสริมสร้างความสามารถต่าง ๆ ของเรา เราไม่ควรคิดว่าสองสิ่งนี้แยกจากกัน แต่รวมทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน

พัทน์บอกว่า ที่มีเดียแล็บ มีการพัฒนาเทคโนโลยีจำนวนมากเพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ ทั้งความคิด พฤติกรรม โดยไม่ได้ต้องการสร้างเอไอขึ้นมาเพื่อทำให้มนุษย์โง่ลง

“ผู้คนกลัวว่า เอไอจะเข้ามาทำในสิ่งที่มนุษย์เคยสามารถทำได้ ทั้งการเขียนบท การถ่ายภาพ การทำภาพยนตร์ การแต่งเพลง แต่มันมีมุมมองที่น่าสนใจว่า จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามนุษย์ใช้เอไอในฐานะ ‘สื่อที่นำไปสู่สิ่งใหม่’” พัทน์กล่าว

เขาขยายความว่า “ถ้ามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของการเกิดเทคโนโลยีต่าง ๆ จะพบว่ามันสร้างความเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้กับผลงานที่มนุษย์สร้างสรรค์ เช่น เมื่อมีการคิดค้นกล้องถ่ายรูปขึ้นมา ก็ส่งผลให้วงการศิลปะเปลี่ยนจากยุคภาพสมจริง (เรียลลิสติก) กลายเป็นภาพแนวที่เหนือจริง (เซอร์เรียล) มากขึ้น ดังนั้นเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ว่ามาแทนของเดิม แต่เป็นการเปิดประตูสู่ความคิดสร้างสรรค์ ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ”

พูดง่าย ๆ ก็คือ เทคโนโลยีใหม่ ๆ สามารถช่วยขยายขีดความสามารถด้านสุนทรียภาพของมนุษย์ได้ เหมือนเติมจานสีใหม่ ๆ เข้าไปในระบบความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์

“ถ้าถามว่าเราโลกสวยเกินไปหรือไม่ที่คิดว่า เอไอจะช่วยขยายความคิดสร้างสรรค์หรือความสามารถต่าง ๆ ของเราไปตลอด ต้องถามว่า เวลาเราเห็นเอไอวาดรูป ฟังเพลงที่เอไอแต่ง ชมผลงานที่เอไอสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างสวยงาม เรามนุษย์ได้ทิ้งความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองไปหรือไม่ นั่นเป็นเรื่องที่เราต้องคิด” พัทน์กล่าว

เพื่อตอบคำถามนั้น เขาได้ทำแบบสำรวจว่า ผู้คนคิดอย่างไรเมื่อเห็นผลงานของเอไอ โดยลองให้มันแต่งบทกวีขึ้นมา แล้วถามกลุ่มตัวอย่างว่า รู้สึกหมดกำลังใจหรือไม่ที่เห็นว่าเอไอก็แต่งบทกวีได้

จากผลการสำรวจ ผู้ตอบส่วนใหญ่บอกว่า ไม่หมดกำลังใจในการเรียนรู้ที่จะสร้างสรรค์บทกวีด้วยตัวเองหรือมองว่าผลงานตัวเองด้อยกว่า แต่ในขณะเดียวกันก็มีบางคนที่มองว่า พวกเขาต้องการล้มเลิก ไม่อยากเรียนเขียนบทกวีอีกแล้ว เพราะเชื่อว่าคงทำไม่ได้ดีกว่าเอไอ

จากประเด็นเรื่องเอไอแย่งงานบุคลากรในวงการภาพยนตร์นั้น สตีเฟน เจนเนอร์ รองประธานสมาคมภาพยนตร์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บอกว่า ในความคิดเห็นส่วนตัว เขายังไม่เชื่อว่าเอไอจะเข้ามาแทนที่มนุษย์ได้ในวงการนี้

“เรื่องที่เอไอมีความสามารถในการเขียนบทภาพยนตร์ที่มีคุณภาพ และจะเข้ามาแย่งงานมนุษย์นั้น จากหลักฐานเท่าที่มีในปัจจุบัน เอไออาจจะสามารถจำลองรูปแบบหรือโครงสร้างของการเขียนบทได้ แต่ยังไม่สามารถแข่งขันกับประสบการณ์พิเศษของพวกเรานักเล่าเรื่องที่ความรู้สึกของเราถูกถักทออย่างชาญฉลาดเป็นตัวละครและบทสนทนาซึ่งสะท้อนอย่างลึกซึ้งกับเราและผู้ชม” เจนเนอร์กล่าว

เขาเสริมว่า เอไอมีประโยชน์ในแง่ของการนำมาจัดการงานที่ใช้เวลาหรือน่าเบื่อและซ้ำซากจำเจ และทำให้บุคลากรมีเวลาที่จะไปดูแลหรือสร้างสรรค์งานในส่วนอื่นมากขึ้น แต่บางอย่างที่ยังคงต้องการประสบการณ์ของมนุษย์โดยเฉพาะก็ยังคงต้องใช้คนทำงานอยู่

เจนเนอร์บอกว่า “เอไอยังช่วยยกระดับประสบการณ์การรับชภาพยนตร์ของผู้ชมให้ดียิ่งขึ้น สร้างประสบการณ์ด้วยวิชวลเอฟเฟ็กต์ที่สมจริงและสนุกสนานยิ่งขึ้นสำหรับผู้ชม มันสามารถให้ประสบการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น อีกหน่อยผู้ชมอาจสามารถโต้ตอบและสนทนาแบบเรียลไทม์กับตัวละครที่ชื่นชอบได้”

ในกระบวนการหลังการผลิต (Post-Production) เอไอยังสามารถอำนวยความสะดวกในกระบวนการต่าง ๆ ได้อย่างมาก เช่น สิ่งต่าง ๆ ที่ทำโดยนักสร้างแอนิเมเตอร์และคนทำวิชวลเอฟเฟกต์ มีกระบวนการที่เรียกว่าโรโตสโคป ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงแต่ละเฟรมในภาพยนตร์ด้วยตนเอง ซึ่งมีรายละเอียดที่ใช้เวลานานอย่างไม่น่าเชื่อ แต่เอไอสามารถทำให้งานประเภทนี้เป็นไปโดยอัตโนมัติได้ดีขึ้น

พัทน์บอกว่า “ปัจจุบันเรากำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของเอไอซึ่งสามารถทำงานหลายอย่างที่มนุษย์ทำได้ การตัดสินว่าควรทำอย่างไรต่อไป จำเป็นต้องมีการพูดคุยกันในภาคส่วนต่าง ๆ”

นักวิจัยไทยจากสถาบันระดับโลกเน้นย้ำว่า ความสำคัญของเอไอไม่ใช่การพัฒนาให้มันเหนือกว่ามนุษย์ในทุกด้าน แต่คือการมองมันเป็นหนึ่งในเครื่องมือหรือตัวกระตุ้นที่จะยกระดับความสามารถของมนุษย์

“อาจารย์เอริก บรินยอล์ฟสสัน (Erik Brynjolfsson) จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งศึกษาเรื่องของมนุษย์กับเครื่องจักรมานาน ตั้งแต่ก่อนที่จะมีเอไอเสียอีก เขาบอกว่า ‘แรงงานอัตโนมัติ (Automated Labor) สร้างคุณค่าน้อยกว่าแรงงานที่ได้รับการเสริมความสามารถ (Augmented Labor)’ ดังนั้นหากคุณแทนที่มนุษย์ด้วยเอไอ มันจะมีโอกาสทางเศรษฐกิจที่น้อยกว่ามาก เพราะอย่างแรก จะต้องมาคำนึงว่าถ้าให้เอไอทำงาน แล้วมนุษย์จะไปทำอะไร สอง ต้องมาคิดว่าจะจ่ายค่าจ้างอย่างไรและเรื่องของการสื่อสารอีก แต่ถ้าเราเพิ่มพูนความสามารถของมนุษย์ จะสามารถแก้ปัญหาทั้งสองได้ ดังนั้น การคิดว่าทำอย่างไรให้เอไอเป็นตัวเพิ่มพูนความสามารถของมนุษย์เป็นคำถามที่สำคั” พัทน์กล่าว

เขาเสริมว่า “เอไอไม่ใช่แค่มีสติปัญญาแต่สามารถยกระดับสติปัญญาและความสามารถของเราได้ด้วย ... เราจะมองว่าเอไอเป็นเรื่องน่ากังวลก็ได้ แต่ทำให้เอไอช่วยให้มนุษย์ดีขึ้น สร้างสรรค์ขึ้น เก่งขึ้น นั่นคือโจทย์ที่สำคัญ”

 

ภาพจาก Fabrice COFFRINI / AFP

ภัยคุกคามจากเอไอ-รายได้ไม่เป็นธรรม สรุปเหตุการณ์การประท้วงที่ฮอลลีวูด

ครั้งแรก! หุ่นยนต์เอไอร่วมแถลงข่าว ยันไม่คิดก่อกบฏ-แย่งงานมนุษย์

ผู้เชี่ยวชาญเตือน เอไออาจนำไปสู่ “การสูญพันธุ์” ของมนุษยชาติ

PR - ตารางคะแนน-2_B PR - ตารางคะแนน-2_B
TOP ไอที
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ