โดยซานมารีโน่เป็นประเทศเล็ก ๆ กลางภูเขาทางตอนเหนือของอิตาลี มีประชากรเพียงราว 34,000 คน และมีขนาดพื้นที่ทั้งหมดเพียงแค่ 67 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น ที่ตั้งของประเทศซานมารีโน่ ตั้งอยู่ในบริเวณของเนินเขาตีตาโน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาเอเดรียติก เทือกเขาสำคัญทางตอนกลางของอิตาลี
รายได้ส่วนใหญ่ของซานมารีโน่ก็มาจากการท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก (ส่วนใหญ่มาจากอิตาลี) เข้ามาแวะเวียนและท่องเที่ยวที่ซานมารีโน่อยู่บ่อยครั้ง
ผลงานของพวกเขาในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกก็เป็นไปตามที่หลายคนคาดไว้ คือแพ้รวดทั้ง 7 นัด ยิงได้แค่ 1 ประตู และเสียไปถึง 32 ประตู และนับตั้งแต่มีทีมชาติ พวกเขาเล่นไปทั้งหมด 219 นัด ชนะเพียง 3 นัดเท่านั้น
ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียวที่ชนะได้ในเกมรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกหรือยูโร ชัยชนะทั้งสามนัดที่ว่ามาล้วนเกิดขึ้นกับทีมชาติลิกเตนสไตน์ทีมเดียว ซึ่งสองเกมล่าสุดคือในรายการเนชันส์ลีก รายการนี้เองที่ทำให้ซานมารีโน่ยังมีความหวังในการได้ไปเล่นฟุตบอลโลกอยู่บ้าง
เนชันส์ลีกถูกตั้งขึ้นโดยยูฟ่าในปี 2018 เพื่อให้ประเทศเล็ก ๆ มีโอกาสแข่งขันกับทีมระดับใกล้เคียงกันแทนที่จะต้องเจอกับทีมใหญ่เกินไป และผลของเนชันส์ลีกจะถูกนำมาคิดรวมในเส้นทางการคัดเลือกไปฟุตบอลโลกหรือยูโรด้วย
โดยทีมที่เป็นแชมป์กลุ่มในเนชันส์ลีกแต่ไม่ได้ผ่านเข้ารอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 4 ทีมแรก จะมีสิทธิ์ไปเล่นเพลย์ออฟในรอบต่อไป ซึ่งนั่นคือความหวังของซานมารีโน่ เพราะพวกเขาเคยชนะลิกเตนสไตน์ 2 นัดและเสมอกับยิบรอลตาร์จนคว้าแชมป์กลุ่มดีได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ความหวังของพวกเขายังขึ้นอยู่กับ “โรมาเนีย” ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกัน และตอนนี้รั้งอันดับสามตามหลังบอสเนียและออสเตรีย หากโรมาเนียสามารถแซงบอสเนียขึ้นไปจบอันดับสองได้ พวกเขาก็จะผ่านเข้ารอบ และเปิดทางให้ซานมารีโน่เข้าเพลย์ออฟผ่านสิทธิ์ของเนชันส์ลีก
นั่นจึงทำให้เกิดสถานการณ์ที่ฟังดูย้อนแย้งสุดๆ เพราะซานมารีโน่อาจต้อง “แพ้ให้ยับ” ให้โรมาเนียในนัดสุดท้าย เพื่อช่วยให้โรมาเนียแซงบอสเนียได้สำเร็จและเปิดช่องทางให้ตัวเองได้ลุ้นต่อ
ซึ่งถ้าโรมาเนียยิงซานมารีโน่ได้เยอะพอ และผลอีกคู่เป็นใจ ซานมารีโน่อาจจะกลายเป็นหนึ่งใน 16 ทีมที่ได้สิทธิ์ไปเล่นเพลย์ออฟลุ้นไปฟุตบอลโลก อย่างไรก็ตาม มันมีกฎของฟีฟ่าที่ห้ามไม่ให้ทีม “ตั้งใจแพ้” หรือเล่นไม่เต็มที่ หรือที่เราเรียกกันว่าปล่อยจอย
เพราะถือเป็นการล็อกผลหรือแทรกแซงการแข่งขัน ซึ่งถือว่ามีความผิดร้ายแรงและอาจถูกตัดสิทธิ์ได้ ฟีฟ่าระบุไว้ชัดเจนว่าการ “ตั้งใจเล่นแย่” หรือ “จงใจแพ้” ถือเป็นการบิดเบือนผลการแข่งขัน ซึ่งเข้าข่ายโดนแบนทั้งทีมและสมาคม
ดังนั้นแม้สถานการณ์จะบีบบังคับ แต่ซานมารีโน่ก็ต้องลงเล่นด้วยสปิริตที่ดีที่สุด ผลงานในรอบคัดเลือกของพวกเขาจนถึงตอนนี้คือ แพ้ไซปรัส 0-2, แพ้โรมาเนีย 1-5, แพ้บอสเนีย 0-1, แพ้ออสเตรีย 0-6
และอีกหลายเกมที่เสียประตูรวมกันเกิน 30 ลูก ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่านี่คือทีมที่พยายามเต็มที่ในทุกเกม แม้จะรู้ว่าแทบไม่มีทางชนะก็ตาม…
สำหรับแฟนบอลซานมารีโน่ การได้เห็นทีมตัวเองยิงได้หนึ่งประตู หรือเสมอใครได้สักนัด มันถือเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่แล้ว เพราะนับตั้งแต่ปี 1990 ที่พวกเขาลงเล่นแมตช์เป็นทางการครั้งแรก
พวกเขาไม่เคยชนะใครในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกเลยแม้แต่นัดเดียว มีเพียงชัยชนะในเกมกระชับมิตรไม่กี่นัด และชัยชนะเหนือทีมเล็กอย่างลิกเท่นชไตน์ในเนชันส์ลีกเมื่อปีที่ผ่านมาเท่านั้น
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ซานมารีโน่เคยแพ้เยอรมนี 13-0 เคยแพ้ออสเตรีย 10-0 และแพ้ทีมใหญ่แทบทุกทีมที่เจอ แต่พวกเขาก็เคยสร้างโมเมนต์ในตำนานเมื่อปี 1993 ดาวิเด กัวติเยรี ยิงประตูใส่ทีมชาติอังกฤษได้ตั้งแต่วินาทีที่ 8
ซึ่งเคยเป็นสถิติประตูเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกมาแล้ว แม้จะจบเกมด้วยสกอร์ 1-7 แต่ก็กลายเป็นความทรงจำที่ชาวซานมารีโน่ภาคภูมิใจมาจนถึงทุกวันนี้
และนี่แหละคือเสน่ห์ของฟุตบอลเล็กๆ อย่างซานมารีโน่ ที่แม้จะเป็นประเทศที่เล็กที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป แต่พวกเขาไม่เคยยอมแพ้ ไม่เคยคิดล้มเลิกในการลงสนาม และยังเชื่อเสมอว่าวันหนึ่ง ความพยายามเล็ก ๆ ของพวกเขา อาจกลายเป็นปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ได้ในที่สุด…