ถ้าจะบอกว่าปีแรกของ รูเบน อโมริม ในการคุมทีม แมนฯ ยูไนเต็ด นั้นเป็นเพียง 'ความวุ่นวาย' คงเป็นการลดทอนความรู้สึกของเขาลงไปมาก นี่คือช่วงเวลาที่ผู้จัดการทีมชาวโปรตุเกส วัย 40 ปี
เคยยอมรับว่า 'อยากจะลาออก' และแม้กระทั่ง 'เกลียด' ลูกทีมของตัวเองในบางคราว แต่ท่ามกลางวิกฤตที่ถาโถม อโมริม ก็กำลังแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง และตอนนี้สโมสรเริ่มมองเห็นสัญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงแล้ว…
เพราะฉะนั้นเราจะมารีแคปตลอด 1 ปีที่ผ่านมาของรูเบน อโมริมกันหน่อย ว่ามีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้นบ้าง
เมื่อ เทน ฮาก ระเบิดอารมณ์และเทศนาลูกทีมอย่างยาวนานเรื่อง วินัย หลังจบเกม ผู้เล่นอาวุโสอย่าง บรูโน่ แฟร์นันด์ส ก็ได้ลุกขึ้นและขอให้ทีมงานโค้ชออกจากห้อง เพื่อให้ผู้เล่นเคลียร์กันเอง
บรรยากาศตอนนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียด ดิโอโก้ ดาโลต์ ได้ลุกขึ้นกล่าวอย่างเผ็ดร้อนถึงเพื่อนร่วมทีมว่า พวกเขาต้องแสดงผลงานที่คู่ควรออกมาให้ได้ ไม่ว่าใครจะรู้สึกอย่างไรกับผู้จัดการทีมคนปัจจุบันก็ตาม
นี่คือสัญญาณชัดเจนว่าความสัมพันธ์ระหว่างโค้ชและผู้เล่นได้มาถึงจุดแตกหัก และเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้บอร์ดตัดสินใจปลด เทน ฮาก และรีบดึงตัว อโมริม มาจากสปอร์ติ้ง ลิสบอน
- วิกฤตความรู้สึก: นาทีที่ผู้จัดการทีมนั่งมองพื้นด้วยความสิ้นหวัง
ดราม่าที่สะเทือนใจที่สุดคือเกมที่ กูดิสัน พาร์ค เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ยูไนเต็ดถูกเอฟเวอร์ตันนำ 2-0 ในช่วงพักครึ่งแรก ซึ่ง อโมริม ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าทีม 'ไม่มีตัวตน' ในสนามเลยตลอด 45 นาทีนั้น
สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงพักครึ่งนั้นบาดลึกกว่าคำด่าทอใด ๆ แทนที่จะเข้าตำหนิผู้เล่น อโมริมกลับใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งยอง ๆ อยู่ตรงทางเดินด้านนอกห้องแต่งตัว ก้มมองพื้นอย่างสิ้นหวังและหมดอาลัยตายอยาก
ขณะที่ทีมงานของเอฟเวอร์ตันมองอย่างงุนงง เป็นหน้าที่ของ ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ โค้ชทีมชุดใหญ่ ที่ต้องเข้าไปปลุกปลอบขวัญผู้เล่นที่อ่อนล้าในห้องแต่งตัวแทน
นี่คือความเจ็บปวดที่หนักหน่วงเกินกว่าที่ใครจะรับไหว และเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาเคยเปรยออกมาว่า 'อยากจะลาออก' มันคือภาพที่แสดงให้เห็นว่าความล้มเหลวของทีมนั้นสร้างบาดแผลทางใจให้กับอโมริมมากเพียงใด
- ทีวีแตกที่โอลด์แทรฟฟอร์ด: นาทีแห่งความเคารพที่แท้จริง
เหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญผู้เล่นทุกคนคือช่วงกลางเดือนมกราคม หลังความพ่ายแพ้ต่อ ไบรท์ตัน 3-1 ที่โอลด์แทรฟฟอร์ด
อโมริมได้ระบายความคับแค้นและความกดดันที่สั่งสมออกมาอย่างรุนแรงในห้องแต่งตัว จนถึงขั้น ทุบโทรทัศน์ที่ติดตั้งอยู่ในห้องนั้นจนพังโดยไม่ได้ตั้งใจ และมี น้ำตาเอ่อคลอเบ้า ขณะที่เขาต่อว่าลูกทีม
แม้จะเป็นภาพที่น่าตกใจและไม่เคยมีใครเห็นผู้จัดการทีมเป็นแบบนี้มาก่อน แต่สำหรับผู้เล่นบางคน พวกเขากลับรู้สึก เคารพ อโมริม มากยิ่งขึ้น
เพราะมันทำให้พวกเขารับรู้ได้ว่าผู้จัดการทีมก็รู้สึกเจ็บปวดจากความพ่ายแพ้ไม่ต่างจากพวกเขา อโมริมยอมรับในภายหลังว่า ในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด เขาถึงกับ "กลัวการขับรถไปที่โอลด์แทรฟฟอร์ดในวันแข่งขัน" เพราะเขารู้สึกว่าทีมของเขาจะไม่มีทางแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เดิมพันอำนาจ: ขาย 'การ์นาโช่' เพื่อความเด็ดขาดในการคุมทีม
อโมริมเป็นผู้จัดการทีมที่มาจากวัฒนธรรมที่ต้องการอำนาจสูงสุดในการบริหารทีม นั่นคือสิ่งที่ เจสัน วิลค็อกซ์ (ผู้อำนวยการกีฬา) และ โอมาร์ แบร์ราดา (ซีอีโอ) ให้การสนับสนุน
พวกเขาเดิมพันครั้งใหญ่เพื่อรักษาอำนาจของกุนซือ ด้วยการกล้าขาย อเลฮานโดร การ์นาโช่ ให้เชลซีในราคา 40 ล้านปอนด์ และรวมถึง มาร์คัส แรชฟอร์ด ให้ทีมอื่นยืมทั้งปี
การตัดสินใจขายการ์นาโช่นั้นเป็นเรื่องที่ถูกตั้งคำถามภายใน เพราะมีแหล่งข่าวระบุว่าดาวรุ่งชาวอาร์เจนตินารายนี้เป็นเพียงเด็กหนุ่มที่ อารมณ์ร้อนและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ไม่ใช่คนที่ทำลายระบบทีมแต่อย่างใด
แต่บอร์ดบริหารส่งสัญญาณชัดเจนว่า อำนาจของผู้จัดการทีมคือที่สุดและไม่สามารถถูกบ่อนทำลายได้ นี่คือบทเรียนสำคัญจากยุคของ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่บอร์ดเคยเลือกผู้เล่นเข้ามาให้ (เช่น ป็อกบา) ซึ่งท้ายที่สุดก็ทำลายความน่าเชื่อถือของผู้จัดการทีมไปเอง
หลังจากสลัดความวุ่นวายผ่านพ้นไป ทัพปีศาจแดงก็เริ่มกลับมาตั้งหลักได้แล้ว ตอนนี้ทีม ไม่แพ้ใครมา 5 นัดติดต่อกัน ทำให้ความหวังในการไปเล่น UCL กลับมาอีกครั้ง ผู้เล่นตัวหลักที่เคยบาดเจ็บเรื้อรังอย่าง ลุค ชอว์ และ เมสัน เมาท์ ก็กลับมาฟิตสมบูรณ์และลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ
ที่น่าตื่นเต้นคือ คาเซมิโร่ ซึ่งเคยดูหมดไฟในช่วงปลายยุคก่อน ก็เหมือนได้ร่างใหม่ เขากลับมาวิ่งไล่บอลและมีส่วนร่วมกับเกมอีกครั้ง และการเซ็นสัญญา เบนยามิน เชชโก้ (73.7 ล้านปอนด์) คือสัญลักษณ์ของความหวังใหม่
บุคลิกที่นิ่ง มีระเบียบ และมุ่งมั่นของ เชชโก้ สะท้อนถึง ความสงบที่เริ่มกลับมา สู่สโมสร หลังจากหนึ่งปีแรกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและอารมณ์อันรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
อโมริมยึดมั่นในระบบ 3-4-2-1 ที่ถนัดอย่างไม่มีใครเปลี่ยนได้ เขายืนยันอย่างหนักแน่นว่า "แม้แต่พระสันตะปาปาก็ไม่สามารถทำให้ผมเปลี่ยนจากการเริ่มต้นด้วยระบบกองหลังสามคนได้" ซึ่งเป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนต่อทุกความสงสัย
อโมริม ลงรายละเอียดอย่างเข้มงวด ในสนามซ้อม เขาไม่ได้แค่ตะโกนสั่ง แต่จะใช้การฝึกซ้อมแบบ Shadow Drills และจะ เข้าถึงตัวผู้เล่น ขยับร่างกายพวกเขาด้วยมือตัวเองเป็นระยะ ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนเข้าใจการเคลื่อนที่และการหมุนเวียนตำแหน่งอย่างเป็นธรรมชาติในระบบของเขา
แม้จะดูเป็นคนเด็ดขาด แต่ อโมริม ก็แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการบริหารคน เขายอมรับฟังผู้เล่นคนอื่นในการนำ ไทเรลล์ มาลาเซีย กลับเข้าสู่ทีม (แม้มาลาเซียจะเคยอยู่ในกลุ่ม 'Bomb Squad' ที่เขาตัดขาด) นี่แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้ปิดกั้นตัวเอง แต่เปิดใจรับฟังความคิดเห็นเพื่อประโยชน์ของทีม
นี่คือรีแคป หลังจากหนึ่งปีแรกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและอารมณ์อันรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึงแม้จะยังเหลือจุดที่ต้องแก้ไข แต่ทิศทางของทีมก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และความหวังที่ริบหรี่ก็กำลังสว่างขึ้นอีกครั้ง