ทุกวันนี้ โซเชียลมีเดียไม่ใช่แค่พื้นที่ไว้โพสต์รูปหรือระบายความรู้สึกอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนทำงาน นักเรียน คนดัง ไปจนถึงนักกีฬาอาชีพ
ทุกการเคลื่อนไหวสามารถถูกบันทึก ถูกตีความ และถูกขยายผลได้ในเวลาไม่กี่วินาที แค่โพสต์เดียว อาจเปลี่ยนภาพลักษณ์ เปลี่ยนทัศนคติของผู้คนที่มองเรา และบางครั้งก็เปลี่ยนเส้นทางอาชีพโดยที่เจ้าตัวยังไม่ทันตั้งตัว
แต่ในอีกด้านหนึ่ง พื้นที่เดียวกันนี้ก็สามารถกลายเป็นกับดัก ที่ทำให้ความไม่พอใจเล็ก ๆ ถูกขยายจนกลายเป็นดราม่า และความอ่อนไหวชั่ววูบ ถูกตีความว่าเป็นทัศนคติหรือปัญหาทางวัฒนธรรมของทั้งทีมก็ได้
ประเด็นนี้กำลังสะท้อนปัญหาที่มากกว่าฟอร์มในสนามของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และมันไม่ใช่เรื่องของนักเตะคนใดคนหนึ่ง แต่คือ “วัฒนธรรม” ที่กำลังค่อย ๆ ผิดเพี้ยนไป โดยเฉพาะในกลุ่มนักเตะดาวรุ่งของสโมสร
เรื่องเริ่มต้นจากเหตุการณ์เล็ก ๆ เมื่อพี่ชายต่างมารดาของ ค็อบบี้ เมนู โผล่มาที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด พร้อมเสื้อยืดที่เขียนว่า “FREE KOBBIE MAINOO” ก่อนจะโพสต์ภาพลงโซเชียลมีเดียให้แฟน ๆ กว่าแสนคนเห็น
ภาพนั้นอยู่บนไอจีอยู่นานหลายชั่วโมง ก่อนจะถูกลบในภายหลัง และแน่นอนว่ามันเป็นการสื่อสารเชิงท้าทายไปถึง รูเบน อโมริม ผู้จัดการทีมโดยตรง
หากเมนูไม่รู้มาก่อนว่าพี่ชายจะทำแบบนี้ หลังจบเกมเขาต้องรู้ทันที เพราะกระแสมันแรงเกินจะมองข้าม และที่น่าสนใจคือ ภาพดังกล่าวไม่ได้ถูกรีบลบออกอย่างรวดเร็วอย่างที่ควรจะเป็น
หากนักเตะรู้สึกไม่พอใจจริง ๆ กับการกระทำของคนในครอบครัว นี่จึงทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า นักเตะเองรับรู้หรือยอมรับการส่งสัญญาณแบบนี้หรือไม่
และก่อนหน้านั้นไม่กี่ชั่วโมง นักเตะจากอะคาเดมีอีกสองคนอย่าง แฮร์รี่ อามาสส์ และ ชิโด โอบี ก็โพสต์ข้อความปริศนาบนโซเชียลมีเดีย หลังจากถูกอโมริมวิจารณ์ต่อหน้าสื่อ
แม้โพสต์จะถูกลบอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่นาที แต่โอบีก็ถึงขั้นลบชื่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกจาก bio ในไอจีของตัวเองชั่วคราว ก่อนจะใส่กลับมาในภายหลัง
ทั้งหมดนี้สะท้อนอย่างหนึ่งคือ เมื่อไม่พอใจ นักเตะเหล่านี้ไม่ได้คุยกันหลังบ้าน แต่เลือก “ส่งสาร” ผ่านโซเชียลมีเดีย
แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด อเลฮานโดร การ์นาโช่ เคยต้องออกมาขอโทษ เอริค เทน ฮาก หลังจากไปกดไลค์โพสต์ที่วิจารณ์การเปลี่ยนตัวเขาออกจากสนามในเกมหนึ่งเมื่อปีก่อน แต่ถึงอย่างนั้น เหตุการณ์ลักษณะนี้ก็ยังเกิดซ้ำ ๆ ไม่หยุด
ก่อนนัดชิงยูโรป้าลีกกับสเปอร์ส การ์นาโช่ยังโพสต์ภาพฉลองแชมป์เอฟเอ คัพ และคอมมิวนิตี้ ชิลด์ จากปีก่อน ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นการเหน็บอโมริมแบบกลาย ๆ ที่ไม่ส่งเขาลงตัวจริง แทนที่จะเดินไปคุยกับผู้จัดการทีมตรง ๆ แต่โซเชียลมีเดียกลับกลายเป็นพื้นที่ระบายความอัดอั้นของนักเตะดาวรุ่งเหล่านี้
ถ้าย้อนกลับไปในยุคของ ไรอัน กิ๊กส์, พอล สโคลส์ หรือ เดวิด เบ็คแฮม สภาพแวดล้อมในอะคาเดมี่ของยูไนเต็ดแทบจะเหมือน “ค่ายทหาร” ภายใต้การดูแลของ เอริก แฮร์ริสัน
และต่อเนื่องมาถึงยุค เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน วินัย ความเคารพ และการอดทนคือสิ่งที่ถูกปลูกฝังเป็นอันดับแรก แม้ฟุตบอลยุคนี้จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ควรหายไป
ปฏิกิริยาแบบงอแงผ่านโซเชียลของนักเตะเหล่านี้ กลับตอกย้ำคำพูดของ เซอร์จิม แรตคลิฟฟ์ และอโมริม ที่มองว่า “มาตรฐานของอะคาเดมี่มันตกลงอย่างน่ากังวล” นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาเล็ก ๆ แต่มันคือวัฒนธรรมที่ปล่อยให้พฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หน้าที่ของ สตีเฟน ทอร์พีย์ ผู้อำนวยการอะคาเดมี่คนใหม่ และ เจสัน วิลค็อกซ์ ผู้อำนวยการกีฬาคือการพัฒนานักเตะให้เก่งขึ้นก็จริง แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การสร้างนักเตะที่มีวุฒิภาวะ รู้จักรับมือกับคำวิจารณ์ ความผิดหวัง และแรงกดดัน เพราะในโลกฟุตบอลอาชีพ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นแทบทุกสัปดาห์
สุดท้ายแล้ว ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องโซเชียลมีเดียอย่างเดียว แต่คือคำถามใหญ่ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต้องตอบให้ได้ว่า พวกเขากำลังสร้าง “นักเตะ” หรือแค่สร้าง “คนดัง” ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ปี และถ้าไม่แก้ตั้งแต่วันนี้ วงจรนี้ก็จะไม่จบลงง่าย ๆ แน่นอน