ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลก 2026 อัดแน่นไปด้วยผู้เล่นระดับบิ๊กเนมคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น เออร์ลิง ฮาลันด์, แฮร์รี เคน, คีลิยัน เอ็มบัปเป้, ลิโอเนล เมสซี่ และลามีน ยามาล ผู้เล่นระดับโลกเหล่านี้ต่างค้าแข้งอยู่กับทีมเต็งแชมป์ทั้งสิ้น ขณะที่ทั้ง 8 ชาติที่ผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ แม้จะมีเรื่องราวที่แตกต่างกัน แต่ก็มีเป้าหมายในการคว้าแชมป์เช่นเดียวกัน และนี่คือสิ่งที่แต่ละทีมกำลังแบกรับและคาดหวังในทัวร์นาเมนต์แห่งเกียรติยศครั้งนี้
เกาะติดทุกความเคลื่อนไหวฟุตบอลโลก 2026 กับ PPTV
ฝรั่งเศสกับภารกิจพา "เอ็มบัปเป้" ก้าวสู่ตำนานฟุตบอลโลก
คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ในวัย 27 ปี ลงสนามรับใช้ทีมชาติฝรั่งเศสไปแล้ว 103 นัด และทำได้ 63 ประตู ปัจจุบันเขาคือดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติฝรั่งเศส
ฟุตบอลโลก 2026 จะเป็นการลงเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งที่ 3 ในอาชีพของเขา โดยสองครั้งก่อนหน้านี้ ครั้งแรกเขาพาฝรั่งเศสคว้าแชมป์ได้สำเร็จ ส่วนครั้งที่สองเขาพาทีมจบด้วยตำแหน่งรองแชมป์
หากฝรั่งเศสสามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในฟุตบอลโลก 2026 ได้สำเร็จ จะยิ่งทำให้เอ็มบัปเป้ขยับเข้าใกล้สถิติการทำประตูสูงสุดตลอดกาลในฟุตบอลโลกของ ลิโอเนล เมสซี่ มากยิ่งขึ้น
สิ่งที่แตกต่างจากฟุตบอลโลกสองครั้งก่อนคือ ครั้งนี้เอ็มบัปเป้มาพร้อมกับปลอกแขนกัปตันทีม หากฝรั่งเศสสามารถคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ เขาจะกลายเป็นผู้เล่นที่เดินขึ้นไปรับถ้วยแชมป์ในฐานะกัปตันทีม และสร้างอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ให้กับตัวเอง
"โมร็อกโก" กับเป้าหมายเป็นทีมแรกจากแอฟริกาที่เข้ารอบชิง
ในฟุตบอลโลก 2022 โมร็อกโกสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นชาติแรกจากทวีปแอฟริกาที่สามารถผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ และความท้าทายในครั้งนี้คือการพาทีมก้าวไปให้ถึงรอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรก
โมร็อกโกผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศได้หลังเอาชนะเนเธอร์แลนด์ในรอบ 32 ทีมสุดท้าย ก่อนจะปราบแคนาดาในรอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยทั้งสองเกมพวกเขาแสดงให้เห็นถึงระเบียบวินัยในการเล่นอย่างชัดเจน
รอบต่อไปของโมร็อกโกคือการรีแมตช์กับฝรั่งเศส ซึ่งเป็นทีมที่เคยเขี่ยพวกเขาตกรอบรองชนะเลิศในฟุตบอลโลก 2022
อย่างไรก็ตาม เวลานี้พวกเขามีข่าวที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก เมื่อกองหน้าอย่าง อิสมาเอล ไซบารี ได้รับบาดเจ็บ แม้ว่าทีมยังคงหวังว่าเขาจะฟิตทันสำหรับเกมสำคัญกับฝรั่งเศส
แม้โมร็อกโกจะถูกยกให้เป็นฝ่ายเสียเปรียบในการพบกับฝรั่งเศส แต่การประมาทพวกเขาคงไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะจนถึงตอนนี้ โมร็อกโกยังไม่แพ้ทีมใดเลยในทัวร์นาเมนต์ และตลอดเส้นทางที่ผ่านมา พวกเขาก็พิสูจน์ให้เห็นหลายครั้งแล้วว่ามีศักยภาพมากพอที่จะเอาชนะทีมใหญ่ได้ทุกทีม
"สเปน" กับเกมรับอันแข็งแกร่ง
ตลอดหลายยุคหลายสมัย หากพูดถึงทีมชาติสเปน ภาพจำของแฟนบอลมักเป็นการต่อบอลที่สวยงามและแผงกองกลางระดับโลก แต่ฟุตบอลโลก 2026 แตกต่างออกไป เพราะสเปนมาพร้อมกับเกมรับที่โดดเด่น
ทีมชาติสเปนลงเล่นมาแล้ว 5 นัดในฟุตบอลโลกครั้งนี้ และยังไม่เสียประตูแม้แต่ลูกเดียว โดยแนวรับของพวกเขาเต็มไปด้วยผู้เล่นคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น มาร์ก กูกูเรยา, อายเมอริก ลาปอร์กต์, เปา กูบาร์ซี, เปโดร ปอร์โร รวมไปถึงผู้รักษาประตูอย่าง อูไน ซิมอน ซึ่งทั้งหมดลงเล่นร่วมกันในรอบน็อกเอาต์จนถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ และดูเหมือนว่าแนวรับชุดนี้จะแข็งแกร่งจนแทบไม่มีใครเจาะเข้าได้
อูไน ซิมอน ทำสถิติไม่เสียประตูในฟุตบอลโลกติดต่อกันเป็นเวลา 609 นาที ซึ่งถือเป็นสถิติยาวนานที่สุดตลอดกาลของผู้รักษาประตูในฟุตบอลโลก
อย่างไรก็ตาม บททดสอบต่อไปของสเปนคือการพบกับเบลเยียม ทีมที่กำลังอยู่ในฟอร์มร้อนแรง หลังยิงไปถึง 9 ประตูจาก 2 นัดหลังสุด ในเกมพบกับนิวซีแลนด์และสหรัฐอเมริกา
การอำลาแข้งยุคทองเบลเยียม
ติโบต์ กูร์กตัวส์ แม้อายุจะ 34 ปีแล้ว แต่เขายังคงเป็นหนึ่งในผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดของโลก ขณะที่ โรเมลู ลูกากู วัย 33 ปี ก็ยังพิสูจน์ให้เห็นว่าเขายังคงทำประตูได้อย่างต่อเนื่อง
ส่วน เควิน เดอ บรอยน์ ในวัย 35 ปี ยังคงสร้างสรรค์เกมและจ่ายบอลได้อย่างยอดเยี่ยม ขณะที่ปีกอย่าง เลอันโดร ทรอสซาร์ วัย 31 ปี ก็ยังเป็นหนึ่งในเพลย์เมกเกอร์ที่โดดเด่นที่สุดของทัวร์นาเมนต์
ด้านลูกากูรับบทเป็นตัวสำรอง แต่ยังคงลงมาสร้างความแตกต่างให้กับทีมได้อยู่เสมอ เบลเยียมชุดนี้จึงอยู่ในช่วงของการผลัดเปลี่ยนผู้เล่น แต่ก็ยังมีบรรดาแข้งมากประสบการณ์เป็นแกนหลักของทีม
การพบกับสเปนจะเป็นบททดสอบที่หนักที่สุดของเบลเยียมในฟุตบอลโลกครั้งนี้ หลังพลิกกลับมาเอาชนะเซเนกัลได้อย่างน่าประทับใจ ก่อนจะโชว์ฟอร์มเหนือกว่าสหรัฐอเมริกาอย่างชัดเจน จนทำให้เบลเยียมเต็มไปด้วยความมั่นใจ
อย่างไรก็ตาม หากต้องการผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ บรรดาผู้เล่นมากประสบการณ์จะต้องก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทีม และสร้างความแตกต่างให้เห็นอย่างชัดเจน เพราะนี่อาจเป็นฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายของแกนหลักจาก "ยุคทอง" ของเบลเยียมหลายคน
ใครจะเป็นผู้หยุดไวกิ้งหนุ่ม "ฮาลันด์"
เออร์ลิง ฮาลันด์ คือกองหน้าที่แข็งแกร่งและเปี่ยมไปด้วยความเฉียบคมระดับพระกาฬของทีมชาตินอร์เวย์ เขาเป็นหนึ่งในกองหน้าที่น่ากลัวที่สุดของโลกในเวลานี้ และในนัดต่อไปเขาจะต้องโคจรมาพบกับอังกฤษ ทีมชาติที่มีกองหน้าระดับโลกอย่าง แฮร์รี เคน
อย่างไรก็ตาม ภารกิจสำคัญในการหยุดไวกิ้งหนุ่มรายนี้จะตกเป็นหน้าที่ของแนวรับทีมชาติอังกฤษ รายชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ มาร์ก เกฮี และเอซรี คอนซา ซึ่งเคยทำให้ฮาลันด์ยิงประตูไม่ได้ในการพบกันในพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าใครกันแน่ที่จะสามารถหยุดกองหน้ารายนี้ได้
ซึ่งคำตอบคือ ไม่มีผู้เล่นคนใดคนหนึ่งที่จะหยุดฮาลันด์ได้ด้วยตัวคนเดียว แต่ทุกคนจำเป็นต้องร่วมแรงร่วมใจกัน เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีผู้เล่นมากมายพยายามหยุดฮาลันด์ แต่ก็ยังไม่มีใครที่สามารถรับมือเขาได้อยู่หมัดเพียงลำพัง
"อังกฤษ" กับภารกิจพาฟุตบอลกลับบ้าน
ภาพเดิม ๆ ที่แฟนบอลคุ้นตากับทีมชาติอังกฤษคือ การมีขุมกำลังที่เต็มไปด้วยนักเตะพรสวรรค์และกำลังอยู่ในช่วงฟอร์มร้อนแรง แต่สุดท้ายกลับไปพลาดท่าพ่ายทีมที่พวกเขาควรเอาชนะได้ แล้วฟุตบอลโลกครั้งนี้จะเป็นปีที่แตกต่างออกไปหรือไม่?
โธมัส ทูเคิล กุนซือทีมชาติอังกฤษ ตัดสินใจเลือกผู้เล่นหลายรายที่สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ แต่จนถึงตอนนี้ การตัดสินใจเหล่านั้นยังไม่ส่งผลเสียต่อทีม อย่างไรก็ตาม หากอังกฤษพ่ายให้กับนอร์เวย์ ซึ่งมีอันดับฟีฟ่าต่ำกว่าถึง 14 อันดับ ทุกคำชื่นชมที่เขาได้รับอาจพลิกกลายเป็นเสียงวิจารณ์ในทันที
ครั้งล่าสุดที่อังกฤษคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกต้องย้อนกลับไปในปี 1966 ซึ่งเป็นครั้งเดียวที่พวกเขาได้ชูถ้วยแชมป์โลก และยังเป็นแชมป์รายการเมเจอร์ครั้งล่าสุดของชาติอีกด้วย
"เมสซี่" กับภารกิจคว้าแชมป์โลกสมัยสอง
หากฟุตบอลโลกเป็นวิดีโอเกม ลิโอเนล เมสซี่ ก็คงเป็นผู้เล่นที่เล่นจนจบทุกภารกิจและเก็บความสำเร็จครบ 100% เขาคือเจ้าของสถิติตลอดกาลทั้งจำนวนประตูและแอสซิสต์ในฟุตบอลโลก คว้ารางวัลลูกบอลทองคำในฐานะนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ถึง 2 สมัย และในปี 2022 เขาก็สามารถพาอาร์เจนตินาคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ
ส่วนปีนี้ เมสซี่กำลังไล่ล่าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 ซึ่งก็น่าจะเป็นโอกาสสุดท้ายในอาชีพของเขา หากทำได้ เขาจะกลายเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่คว้าแชมป์โลก 2 สมัยในฐานะกัปตันทีม ขณะที่อาร์เจนตินาจะกลายเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกชาย 2 สมัยติดต่อกชาติที่ 2 ต่อจากบราซิลเคยทำได้เมื่อ 64 ปีก่อน
สิ่งที่เป็นเดิมพันในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การคว้าแชมป์โลกอีกสมัย แต่คือการจารึกชื่อของลิโอเนล เมสซี่ ให้กลายเป็นตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก
สวิตเซอร์แลนด์กับการเดินหน้าให้ไกลกว่าเดิม
แม้สวิตเซอร์แลนด์จะไม่ใช่มหาอำนาจลูกหนังของโลกในยุคปัจจุบัน แต่พวกเขาก็เคยผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศฟุตบอลโลกมาแล้ว 3 ครั้ง ได้แก่ ปี 1934, 1938 และ 1954 อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่เคยก้าวข้ามด่านนี้ได้เลย โดยต้องหยุดเส้นทางไว้ที่รอบ 8 ทีมสุดท้ายทุกครั้ง
การผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศด้วยการเอาชนะโคลอมเบีย ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในม้ามืดของฟุตบอลโลกครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจในตัวเอง แต่เชื่อว่าสวิตเซอร์แลนด์คงไม่ได้คิดเช่นนั้น โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นว่าอาร์เจนตินาเกือบพลาดท่าตกรอบในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย ยิ่งทำให้พวกเขาเชื่อว่าการสร้างเซอร์ไพรส์ในรอบต่อไปไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
การพบกับอาร์เจนตินาในรอบ 8 ทีมสุดท้ายจึงไม่ใช่เพียงโอกาสในการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ว่าสวิตเซอร์แลนด์จะสามารถก้าวข้ามกำแพงเดิม และผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งแรกหรือไม่
ที่มา: Fox Sports