ทำไม เชลซี ถึงยอมทุ่ม 117 ล้านปอนด์คว้า "มอร์แกน โรเจอร์ส"?

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เชลซีไม่ได้มอง โรเจอร์ส แค่ในฐานะนักเตะใหม่ แต่เชื่อว่าเขาคือชิ้นส่วนสำคัญที่จะยกระดับเกมรุกและอนาคตของทีม

การย้ายทีมของ มอร์แกน โรเจอร์ส กำลังจะกลายเป็นหนึ่งในดีลที่ใหญ่ที่สุดของตลาดซื้อขายซัมเมอร์นี้ หลัง เชลซี บรรลุข้อตกลงกับ แอสตัน วิลล่า ในการคว้าตัวแนวรุกทีมชาติอังกฤษด้วยค่าตัวสูงถึง 117 ล้านปอนด์ กลายเป็นสถิติใหม่สำหรับนักเตะชาวอังกฤษ

ดีลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบไม่มีการวางแผน เพราะเชลซีให้ความสนใจ โรเจอร์ส มานานกว่า 2 ปี และเมื่อโอกาสในการคว้าตัวมาถึง พวกเขาก็เดินหน้าเต็มกำลังจนสามารถปิดดีลได้ภายในเวลาเพียง 48 ชั่วโมง

มอร์แกน โรเจอร์ส แข้งใหม่สิงห์บลูส์ Reuters/Isabel Infantes
มอร์แกน โรเจอร์ส แข้งใหม่สิงห์บลูส์
แม้ก่อนหน้านี้ อาร์เซน่อล จะถูกมองว่าเป็นทีมเต็งที่จะคว้าตัว โรเจอร์ส หลังจากมีความพยายามพูดคุยกับนักเตะโดยตรง รวมถึงแรงสนับสนุนจากเพื่อนร่วมทีมชาติอย่าง บูกาโย่ ซาก้า และ เดแคลน ไรซ์ แต่สุดท้ายกลับเป็นเชลซีที่สามารถเอาชนะคู่แข่งร่วมพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ

และเหตุผลสำคัญไม่ได้มีแค่เรื่องเงิน เพราะตั้งแต่วันแรก เชลซีมอง โรเจอร์ส เป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของพวกเขาอย่างชัดเจน ขณะที่ตัวนักเตะเองก็รู้สึกถึงความต้องการของสโมสรที่อยากได้ตัวเขามาร่วมทีมมากกว่าเช่นกัน

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังอังกฤษแพ้อาร์เจนตินาในรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ที่ผ่านมา โดยเชลซีเริ่มเปิดการเจรจาอย่างเป็นทางการกับวิลล่าและตัวแทนของนักเต ก่อนที่วันต่อมา ชาบี อลอนโซ่ จะโทรศัพท์หาโรเจอร์สด้วยตัวเอง เพื่ออธิบายแผนการใช้งานและบทบาทที่เขามองเอาไว้ในทีม

การพูดคุยครั้งนั้นดูเหมือนจะสร้างความประทับใจให้กับโรเจอร์สไม่น้อย เพราะนอกจากจะได้รับรู้ว่า อลอนโซ่ ต้องการตัวเขามาตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งกุนซือเชลซีแล้ว เขายังได้เห็นภาพชัดเจนว่าตัวเองจะมีความสำคัญต่อโปรเจกต์ใหม่ของสโมสรอย่างไร

ขณะเดียวกัน เชลซีก็ใช้พลังจากคนในทีมช่วยโน้มน้าวนักเตะด้วยเช่นกัน รีซ เจมส์ กัปตันทีมสิงห์บลูส์ ได้พูดคุยกับโรเจอร์สในแคมป์ทีมชาติอังกฤษ ขณะที่ โคล พาลเมอร์ เพื่อนสนิทของเขาก็ส่งข้อความไปหาโดยตรง ทุกอย่างสะท้อนให้เห็นว่าเชลซีไม่ได้มองโรเจอร์สเป็นเพียงหนึ่งในตัวเลือก แต่ต้องการเขาเป็นส่วนสำคัญของทีมจริง ๆ

ที่น่าสนใจคือ เชลซีเคยสนใจโรเจอร์สมาก่อนตั้งแต่สมัยที่เขายังอยู่กับมิดเดิลสโบรห์ ก่อนที่เจ้าตัวจะย้ายไปวิลล่าในเดือนมกราคม 2024 ด้วยค่าตัวเบื้องต้นเพียง 8 ล้านปอนด์ และหลังจากนั้นชื่อของเขาก็กลับมาอยู่ในเรดาร์ของเชลซีอีกครั้งอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะผลงานฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งโรเจอร์สทำไปถึง 14 ประตู กับอีก 11 แอสซิสต์ จนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในแนวรุกที่โดดเด่นที่สุดของพรีเมียร์ลีก และกลายเป็นนักเตะที่หลายสโมสรใหญ่ต้องการตัว

อย่างไรก็ตาม วิลล่าไม่ต้องการขายเขาง่าย ๆ อูไน เอเมรี่ มองว่า โรเจอร์ส คือหนึ่งในนักเตะที่สำคัญที่สุดของทีม และสโมสรยังมองว่าเขามีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นระดับท็อปของพรีเมียร์ลีก ด้วยความสามารถในการเล่นได้หลากหลายตำแหน่ง ทั้งริมเส้นฝั่งซ้าย ฝั่งขวา ตำแหน่งหมายเลข 10 รวมถึงการขยับลงมาเล่นในแดนกลาง

นั่นทำให้วิลล่ารู้ดีว่าหากต้องปล่อยนักเตะคนสำคัญออกจากทีม ค่าตัวจะต้องสูงมากพอที่จะทำให้พวกเขาสามารถนำเงินไปสร้างทีมใหม่ต่อได้

ตัวเลข 117 ล้านปอนด์จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะก่อนหน้านี้ตลาดซื้อขายได้สร้างมาตรฐานใหม่ขึ้นมาแล้วจากดีลใหญ่ของนักเตะอังกฤษ จากการย้ายทีมของ เอลเลียต แอนเดอร์สัน ไปแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัว 116 ล้านปอนด์ ก็ยิ่งทำให้วิลล่ามีเหตุผลที่จะตั้งราคาโรเจอร์สให้สูงกว่านั้น

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้โรเจอร์สเลือกเชลซี คือบทบาทที่เขาจะได้รับ

อาร์เซน่อลมองเขาเป็นปีกซ้ายเป็นหลัก ขณะที่เชลซีเปิดกว้างมากกว่า โดยมองว่าเขาสามารถสลับตำแหน่งได้หลากหลายตามสถานการณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกับสไตล์การเล่นของโรเจอร์สมากกว่า

และเมื่อมองไปยังทีมของอลอนโซ่ นี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เชลซียอมลงทุนมหาศาลกับนักเตะรายนี้ เพราะ อลอนโซ่ ยังไม่ได้เปิดเผยอย่างชัดเจนว่าจะใช้ระบบใดเป็นหลัก แต่จากแนวทางที่เขาเคยประสบความสำเร็จกับไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น เขาเคยใช้ผู้เล่นริมเส้นที่มีความสามารถในการขยับเข้าไปเล่นด้านในหรือเบอร์ 10 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โรเจอร์สจึงมีโอกาสถูกใช้งานในตำแหน่งตัวรุกฝั่งซ้ายมากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา เชลซีมีปัญหากับฟอร์มของ อเลฮานโดร การ์นาโช่ และ เจมี่ กิตเทนส์ ขณะที่ตำแหน่งของ โคล พาลเมอร์ ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งในระบบเกมรุก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้สถานการณ์น่าสนใจคือ โรเจอร์ส, พาลเมอร์ และ ชูเอา เปโดร ต่างเป็นนักเตะที่ชอบเคลื่อนที่อย่างอิสระและหาพื้นที่ระหว่างไลน์ มากกว่าการยืนประจำตำแหน่งแบบตายตัว

ดังนั้น สิ่งที่อลอนโซ่ต้องทำให้ได้คือการสร้างโครงสร้างที่ชัดเจน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นเหล่านี้สามารถเล่นร่วมกันได้โดยไม่แย่งพื้นที่กันเอง
หากทุกอย่างลงตัว เชลซีอาจได้เห็นแนวรุกที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย ทั้ง พาลเมอร์, โรเจอร์ส, ชูเอา เปโดร และ เอสเตเวา ซึ่งสโมสรหวังว่าจะกลายเป็นหนึ่งในแนวรุกที่น่าจับตามองที่สุดของยุโรปในอนาคต

สำหรับโรเจอร์ส การย้ายมาร่วมทีมเชลซีจึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนสโมสร แต่เป็นโอกาสที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ที่กำลังพยายามกลับไปสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง

แม้เชลซีจะจบฤดูกาลก่อนด้วยอันดับ 10 และไม่ได้ไปเล่นยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกในฤดูกาลนี้ แต่สโมสรยังเชื่อมั่นว่าอลอนโซ่สามารถพาทีมกลับไปสู่เวทีใหญ่ได้ในฤดูกาลถัดไป และประวัติศาสตร์ตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเชลซีเคยคว้าแชมป์รายการใหญ่มาแล้วมากมาย ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้โรเจอร์สตัดสินใจเลือกทัพสิงห์บลูส์

ในมุมของเชลซี การคว้าตัวโรเจอร์สก็มีความหมายมากกว่าการเสริมทัพเพียงหนึ่งตำแหน่ง เพราะนี่คือการส่งสัญญาณว่าพวกเขาพร้อมลงทุนเพื่อสร้างทีมชุดใหม่ภายใต้การคุมทีมของอลอนโซ่

สโมสรมีรายได้จากการขายนักเตะไปแล้วราว 140 ล้านปอนด์ในช่วงซัมเมอร์ และยังมีแผนปล่อยผู้เล่นเพิ่มเติม โดยตั้งเป้ารายรับจากการขายนักเตะให้ทะลุ 300 ล้านปอนด์เป็นปีที่สองติดต่อกัน เพื่อรักษาสมดุลทางการเงินและเดินหน้าปรับปรุงขุมกำลังต่อไป

นั่นหมายความว่า โรเจอร์สอาจไม่ใช่การเสริมทัพครั้งสุดท้ายของเชลซีในตลาดรอบนี้ เพราะสโมสรยังวางแผนคว้าผู้เล่นสำคัญเข้ามาเพิ่มอีกอย่างน้อยสองราย

และดีลมูลค่า 117 ล้านปอนด์จึงเป็นทั้งการเดิมพันครั้งใหญ่ของเชลซี และเป็นก้าวสำคัญในเส้นทางอาชีพของมอร์แกน โรเจอร์ส จากนักเตะที่เคยถูกมองว่าเป็นดาวรุ่งจากอะคาเดมีแมนเชสเตอร์ ซิตี้ สู่แนวรุกทีมชาติอังกฤษที่กำลังจะกลายเป็นหนึ่งในนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ

เมื่อสโมสรยอมทุ่มเงินระดับสถิติเพื่อคว้าตัวนักเตะที่พวกเขาต้องการที่สุด สิ่งที่แฟนเชลซีคาดหวังจากดีลนี้ ย่อมไม่ใช่แค่ประตูหรือแอสซิสต์ แต่คือการได้เห็น โรเจอร์ส กลายเป็นหนึ่งในแกนหลักของเชลซียุคใหม่อย่างเต็มตัว
 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ