“แร่หายาก” ไพ่ตายของจีน บีบสหรัฐฯ เจรจายุติสงครามการค้า?
ทางการจีนสั่งควบคุมการส่งออกแร่หายากบางรายการ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสหรัฐฯ อาจนำไปสู่การเจรจายุติสงครามการค้าได้
ในขณะที่สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ทวีความรุนแรงขึ้น หลายคนอาจมองเพียงตัวเลขอัตราภาษีที่ทั้งสองฝ่ายกำหนดซึ่งกันและกัน แต่มีอีกหนึ่งมาตรการของจีนที่น่าจับตามองไม่แพ้กัน และอาจเป็นภัยต่อสหรัฐฯ มากกว่าการขึ้นภาษีเสียอีก นั่นคือ “การควบคุมการส่งออกแร่หายากและแม่เหล็ก”
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสหรัฐฯ และเผยให้เห็นว่า สหรัฐฯ พึ่งพาแร่ธาตุเหล่านี้มากเพียงใด
ในสัปดาห์นี้ ทรัมป์สั่งให้กระทรวงพาณิชย์คิดหาวิธีเพิ่มการผลิตแร่ธาตุที่สำคัญของสหรัฐฯ และลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน
“แร่ธาตุหายาก” (Rare Earth) เป็นกลุ่มของธาตุ 17 ชนิดที่มีองค์ประกอบทางเคมีคล้ายคลึงกัน ซึ่งมีความสำคัญต่อการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่หลายชนิด
ตัวอย่างเช่น นีโอไดเมียม ใช้ทำแม่เหล็กในลำโพง ฮาร์ดไดรฟ์คอมพิวเตอร์ มอเตอร์รถ EV และเครื่องยนต์เจ็ต หรืออิตเทรียมและยูโรเพียมใช้ในการผลิตจอโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์
แร่ธาตุหายากยังมีความสำคัญต่อการผลิตเทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น การผ่าตัดด้วยเลเซอร์และการสแกน MRI รวมถึงเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศที่สำคัญอีกด้วย
จีนมีอำนาจผูกขาดในการสกัดและกลั่นแร่ธาตุหายากเหล่านี้ โดยสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประมาณการว่า จีนคิดเป็นประมาณ 61% ของการผลิตแร่ธาตุหายากและ 92% ของการแปรรูปแร่ธาตุหายาก
นั่นหมายความว่าจีนครองส่วนแบ่งในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุหายากในปัจจุบัน
เพื่อตอบโต้ภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ กำหนด จีนได้เริ่มสั่งจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายาก 7 ชนิดเมื่อต้นเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็น “แร่ธาตุหายากชนิดหนัก” ซึ่งมีความสำคัญต่อภาคการป้องกันประเทศ
แร่ธาตุหายากเหล่านี้พบได้น้อยกว่าและแปรรูปได้ยากกว่าแร่ธาตุหายากชนิดเบา ซึ่งทำให้แร่ธาตุหายากเหล่านี้มีมูลค่ามากกว่าด้วย
โดยตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. บริษัททั้งหมดจะต้องได้รับใบอนุญาตส่งออกพิเศษเพื่อส่งออกแร่ธาตุหายากและแม่เหล็กออกนอกประเทศจีน
ตามข้อมูลของศูนย์การศึกษากลยุทธ์และระหว่างประเทศ (CSIS) สหรัฐฯ มีความเสี่ยงเป็นพิเศษที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว เนื่องจากไม่มีกำลังการผลิตนอกจีนสำหรับแปรรูปแร่ธาตุหายากชนิดหนัก
รายงานทางธรณีวิทยาของสหรัฐฯ ระบุว่า ระหว่างปี 2020 ถึง 2023 สหรัฐฯ พึ่งพาจีนในการนำเข้าสารประกอบและโลหะหายากทั้งหมด 70% ซึ่งหมายความว่า ข้อจำกัดใหม่นี้อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสหรัฐฯ
แร่ธาตุหายากชนิดหนักถูกนำมาใช้มากมายในด้านการทหารของสหรัฐฯ เช่น ขีปนาวุธ เรดาร์ และแม่เหล็กถาวร โดยรายงานของ CSIS ระบุว่า เทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศ เช่น เครื่องบิน F-35 ขีปนาวุธโทมาฮอว์ก และยานบินไร้คนขับพรีเดเตอร์ ล้วนต้องพึ่งพาแร่ธาตุเหล่านี้
รายงานยังระบุเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่ “จีนกำลังขยายการผลิตอาวุธและจัดหาระบบอาวุธและอุปกรณ์ขั้นสูงในอัตราที่เร็วกว่าสหรัฐฯ ถึง 5-6 เท่า”
ด้าน กาวิน ฮาร์เปอร์ นักวิจัยวัสดุจากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม กล่าวว่า “คาดว่าราคาของแร่ธาตุหายากที่สำคัญจะพุ่งสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนของส่วนประกอบที่ใช้ในผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ตั้งแต่สมาร์ทโฟนไปจนถึงฮาร์ดแวร์ทางการทหารเพิ่มขึ้น” และเสริมว่า สิ่งนี้อาจส่งผลให้กำลังการผลิตของธุรกิจในสหรัฐฯ ที่ได้รับผลกระทบชะลอตัวลง
หากปัญหาการขาดแคลนแร่ธาตุหายากจากจีนยังคงดำเนินต่อไปในระยะยาว สหรัฐฯ อาจเริ่มกระจายห่วงโซ่อุปทานและขยายขีดความสามารถในประเทศและการแปรรูป แม้ว่าจะต้อง “ลงทุนอย่างมากและต่อเนื่อง พัฒนาเทคโนโลยี และอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายโดยรวมที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับการพึ่งพาจีนเมื่อก่อน”
ทั้งนี้ สหรัฐฯ มีเหมืองแร่ธาตุหายากที่ดำเนินการอยู่ 1 แห่ง แต่ไม่มีศักยภาพในการแยกแร่ธาตุหายากที่มีน้ำหนักมาก และต้องส่งแร่ของตนไปยังจีนเพื่อดำเนินการสกัดและแปรรูป
เชื่อกันว่านี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กระตือรือร้นอย่างมากที่จะลงนามข้อตกลงแร่ธาตุหายากกับยูเครน รวมถึงหมายตาจะยึดกรีนแลนด์ ซึ่งมีแหล่งสำรองธาตุหายากมากเป็นอันดับ 8 ของโลก
เรียบเรียงจาก BBC
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB