อย่าไว้ใจ! อาการปวดข้อสามารถบอกโรคได้ สัญญาณเล็กๆที่มักถูกละเลย
อาการปวดข้อจะสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และดูเหมือนจะเป็นเพียงแค่อาการปวดที่มาจากการได้รับบาดเจ็บตามบริเวณข้อต่อต่างๆ ของร่างกาย ที่ไม่ได้ดูร้ายแรงแต่อย่างใด ทำให้หลายคนเลือกที่ละเลยแล้วอาการปวดข้ออาจจะเป็นสัญญาณเตือนบางอย่าง ที่บ่งบอกว่าคุณกำลังเข้าข่ายหรือสุ่มเสี่ยงเป็นโรคแรงบางชนิด
อาการปวดข้อ หรือ Joint Pain เป็นอาการที่สามารถพบได้กับทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็น ปวดตามข้อนิ้วมือ ข้อมือ ข้อเท้า และข้อเข่า โดยที่สาเหตุของอาการปวดข้อมีสาเหตุที่หลากหลายแตกต่างกันไป ผู้ป่วยบางรายที่มีอาการปวดข้ออาจจะมีสาเหตุมาจากโรคประจำตัวหรือโรคบางชนิด โดยโรคที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดข้อมีมากกว่า 100 โรคอาการปวดข้อส่วนใหญ่มักจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย ทำให้ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ทั้งนี้หากผู้ป่วยละเลยอาการปวดข้อตามร่างกายไม่พยายามรักษาหรือบรรเทาอาการ จะยิ่งทำให้อาการปวดแย่ลงเรื่อยๆ และอาจจะเป็นสาเหตุที่นำไปสู่โรคข้อเข่าเสื่อม ในอนาคตได้อาการปวดข้อนับเป็นอาการที่พบได้บ่อย และสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง
ปวดข้ออาจเกิดจากสาเหตุ
การบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุ อาทิ กระดูกอ่อนผิวข้อ หมอนรองข้อ เยื่อหุ้มข้อ เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อต่างๆที่อยู่รอบๆข้อต่อ รวมไปถึงกระดูกหักและเคล็ดขัดยอก
การใช้งานข้อที่มากเกินไปหรือการออกกำลังหนัก การใช้งานข้อที่มากเกินขีดจำกัดของร่างกายจะทำให้ปวดข้อ ยังทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของส่วนประกอบต่างๆ ภายในข้อ
ช่วงวัยหรืออายุที่มากขึ้น เนื่องจากการเสื่อมสภาพของอวัยวะภายในร่างกายตามกาลเวลา เมื่ออายุมากขึ้นเรื่อยๆ อวัยวะภายในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น กระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และข้อต่อต่างๆ ภายในร่างกายก็เสื่อมสภาพตามลงไปด้วย จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักมีอาการปวดตามข้อ
การอักเสบติดเชื้อ อาการปวดข้อที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสบางชนิด มักจะมีอาการผื่นหรือมีไข้ร่วมด้วย ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมจะทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรัง และบวมแดงบริเวณข้อต่อ
โรคบางชนิด
- โรคข้อเสื่อมที่มีสาเหตุมาจากกระดูกอ่อนที่อยู่ที่ปลายของกระดูกในข้อมีการเสื่อมสภาพ จนทำให้เกิดการแตกกร่อนของกระดูกอ่อน และทำให้เกิดอาการฝืดและปวดข้อได้
- โรคเก๊าท์ ที่มีสาเหตุมาจากการสะสมของผลึกกรดยูริกตามข้อต่อ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวด บวม และแดงบริเวณข้อต่ออย่างเฉียบพลัน แม้ว่าจะอยู่เฉยๆ ไม่ได้ขยับและไม่ได้รับอุบัติเหตุก็ตาม สามารถพบได้บ่อยทั้งในผู้ชายและผู้หญิงในวัยหมดประจำวันเดือน อาการของโรคเก๊าท์มักจะมีอาการปวดข้อเดียวไม่ปวดพร้อมกันหลายข้อ และมักปวดที่ข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า
- โรคข้ออักเสบมีหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะข้ออักเสบ ไม่ว่าจะเป็น จากการติดเชื้อแบททีเรียและไวรัส การเสื่อมสภาพและสึกหรอตามอายุการใช้งาน มักมีอาการปวดเมื่อย บวม และเจ็บเมื่อกดบริเวณข้อต่อ
- โรครูมาตอยด์ เป็นโรคที่เกิดการอักเสบตามส่วนต่างๆ ภายในร่างกาย ไม่ใช่เพียงอาการปวดข้อเท่านั้น โดยเกิดจากที่ระบบภูคุ้มกันในร่างกายทำงานผิดปกติ และไปทำลายอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายของตนเอง โดยที่ผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรงอาจจะถึงขั้นพิการ เนื่องจากการอักเสบของเนื้อเยื่อและกระดูกรอบข้อทำให้กระดูกถูกทำลายและผิดรูป
ลักษณะอาการของโรครูมาตอยด์ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมีอาการปวดข้อในช่วงหลังจากตื่นนอนตอนเช้า หรือหลังจากที่ไม่ได้ใช้งานข้อเป็นระยะเวลานาน โดยที่อาการจะอยู่ประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง หรืออาจจะทั้งวัน ตำแหน่งของข้อที่มีอาการปวดที่พบได้บ่อยที่สุด คือ บริเวณข้อมือและข้อนิ้วมือ
- โรคแพ้ภูมิคุ้มกัน หรือโรคเอสแอลอี เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำให้ไปทำลายเนื้อเยื่อภายในร่างกายของตนเองจนเกิดการอักเสบและความผิดปกติของอวัยวะทั่วทั้งร่างกาย ไม่ใช่เพียงแค่บริเวณข้อต่อเท่านั้น โดยมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เกิดโรคเอสแอลอี ไม่ว่าจะเป็น พันธุกรรม การติดเชื้อภายในร่างกาย และแสงแดด เป็นต้น มักพบในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์
โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมีอาการทางกล้ามเนื้อและข้อ ทำให้เกิดการปวดข้อนิ้วมือ ข้อมือ ข้อไหล่ ข้อเข่า และข้อเท้า เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการบวมแดงร่วมด้วย ซึ่งมีอาการคล้ายกับโรครูมาตอยด์
อาการปวดข้อที่ควรพบแพทย์
- อาการปวดข้อเรื้อรังและปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีท่าว่าจะดีขึ้น
-
อาการปวดข้อแบบเฉียบพลัน หลังจากที่ได้รับการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุ
-
หากมีอาการอื่นๆ ร่วมกับอาการปวดข้อ ไม่ว่าจะเป็น บวม แดง หรือปวดข้อจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เนื่องจากอาการปวดที่รุนแรง
-
แม้ว่าจะพักการใช้งาน ทายา หรือรับประทานยาแก้ปวดแล้ว แต่อาการปวดข้อกลับไม่ดีขึ้น
เนื่องจากอาการปวดข้อมีหลายสาเหตุ ทำให้การวินิจฉัยอาการของโรคแตกต่างกันออกไป โดยสามารถแบ่งการวินิจฉัยการปวดข้อได้เป็น 3 วิธีใหญ่ๆ ดังนี้
การตรวจลักษณะอาการภายนอก
ขั้นตอนนี้จะเป็นขั้นตอนการวินิจฉัยที่ผู้ป่วยทุกคนต้องพบ โดยตอนแรกแพทย์จะทำการซักประวัติของผู้ป่วยปวดข้อมานานเท่าไหร่ อาการปวดเป็นอย่างไร เคยมีประวัติได้รับบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุบริเวณที่ปวดหรือไม่ รวมไปถึงประวัติการใช้งานข้อ นอกจากนี้แพทย์จะทำการตรวจลักษณะภายนอก ได้แก่ อาการบวม แดง และเมื่อสัมผัสแล้วรู้สึกอุ่นๆ บริเวณข้อต่อหรือไม่
- การเอกซเรย์การตรวจเอกซเรย์เป็นการตรวจที่เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อรุนแรง และผู้ป่วยที่มีสาเหตุของการปวดข้อมาจากการได้รับบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุ โดยการเอกซเรย์เป็นการตรวจหาจุดที่แตกร้าวและอาก ารบาดเจ็บของกระดูก เส้นเอ็นบริเวณรอบข้อต่อ และกล้ามเนื้อ
- การตรวจเลือดสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อที่มีโอกาสเป็นโรครูมาตอยด์ แพทย์จะใช้วิธีการเจาะเลือดและนำไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการ โดยหากตรวจพบค่าการอักเสบในเลือด (ESR) และ Rheumatoid Factor ค่า Anti CCP IgG จะขึ้นสูง ในบางกรณีอาจจะต้องเจาะตรวจน้ำไขข้อเพื่อแยกจากโรคอื่นๆ เช่น โรคข้ออักเสบติดเชื้อ นอกจากโรครูมาตอยด์แล้ว ยังมีอาการปวดข้อจากโรคอื่นๆ ที่ใช้วิธีตรวจโดยการตรวจเลือด ได้แก่ โรคภูมิแพ้ตัวเอง (SLE)
วัยรุ่นอย่าชะล่าใจ! เช็ก สัญญาณข้อเข่าเสื่อม ที่เกิดได้กับทุกวัย
วิธีรักษาอาการปวดข้อ
ปรับเปลี่ยนการออกกำลังกายอย่างถูกวิธี
การออกกำลังกายอย่างถูกวิธีหรือออกกำลังกายอย่างเหมาะสม สามารถช่วยทำให้อาการปวดข้อบรรเทา และช่วยให้ข้อกลับมาแข็งแรงมีความยืดหยุ่นเหมือนเดิมได้ สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องข้อ แนะนำให้เลือกการออกกำลังกายที่มีการยืดเหยียดเบาๆ และแรงกระแทกต่ำจะดีที่สุด เช่น การเดิน ว่ายน้ำ และโยคะ เป็นต้น
การประคบร้อนประคบเย็น
ผู้ป่วยที่มีอาการป่วยข้อไม่รุนแรง สามารถใช้วิธีประคบบริเวณที่ปวดเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดได้ โดยที่การประคบสามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบหลักๆ
- ประคบร้อน การประคบร้อนเป็นการช่วยให้เส้นเลือดขยายตัว และช่วยให้การไหลเวียนของเลือดคล่องตัวมากขึ้น และการประคบร้อนสามารถบรรเทาอาการเจ็บได้ โดยที่การประคบร้อนเหมาะกับอาการปวดข้ออักเสบเรื้อรัง ตึงบริเวณข้อ หรือได้รับจากการบาดเจ็บ หรือฟกช้ำ 48 - 72 ชั่วโมง
- ประคบเย็นการประคบเย็นเป็นการช่วยให้เส้นเลือดหดตัว ช่วยให้เลือดออกน้อยลง และดูดซึมน้ำกลับเข้าหลอดเลือดส่งผลให้อาการบวมยุบลง จึงเหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดข้อที่มีสาเหตุมาจากข้อเท้าพลิก ข้อเท้าแพลง หรือการปวดข้อที่ได้รับแรงกระแทก เป็นต้น
- การใช้ยาบรรเทาอาการในปัจจุบันมียาหลายชนิดที่สามารถใช้บรรเทาอาการปวดข้อ โดยที่จะแบ่งออกไปตามสาเหตุและอาการความรุนแรงของโรค ซึ่งสามารถซื้อตามร้านขายยาหรือรับการวินิจฉัยจากสถานพยาบาลได้เพื่อเลือกกินยาอย่างถูกต้องและเหมาะสม
- การทำกายภาพบำบัด วิธีการรักษาอาการปวดข้อด้วยการทำกายภาพบำบัด เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่อาการปวดข้อดีขึ้นแล้วเท่านั้น เนื่องจากการทำกายภาพบำบัดที่ผิดวิธีและไม่เหมาะสมสามารถทำให้อาการทรุดลงได้ ที่สำคัญการทำกายภาพบำบัดควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและนักกายภาพบำบัดเท่านั้น
- การฉีดยาแก้ปวดเข่า สำหรับผู้ป่วยที่รับประทานยาแก้ปวดและแก้อักเสบแล้วไม่ดีขึ้น แพทย์จะพิจารณาวิธีรักษาแบบอื่น ได้แก่ การฉีดยา ในปัจจุบันมีการฉีดยา 2 แบบ เพื่อบรรเทาอาการปวดข้อ
- ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า เป็นการเลียนแบบน้ำเลี้ยงข้อเข่าที่ร่างกายสร้าง เพื่อทำให้ภายในข้อมีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยน้ำเลี้ยงที่ฉีดเข้าร่างกายจะประกอบไปด้วย Hyalulonic ที่เป็นส่วนประกอบหลักของน้ำเลี้ยงข้อเข่า วิธีนี้จึงเหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดรุนแรงไปจนถึงปานกลาง โดยการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์
- ฉีดสเตียรอยด์ การฉีดสเตียรอยด์เป็นการฉีดเพื่อยับยั้งอาการอักเสบของข้อ และสามารถบรรเทาความเจ็บปวดได้ โดยตัวยาจะออกฤทธิ์ยับยั้งการปวดและลดการอักเสบได้ภายใน 24 - 49 ชั่วโมง การฉีดสเตียรอยด์จึงเหมาะกับผู้ป่วยที่ปวดข้อที่ไม่สามารถบรรเทาอาการปวดได้ด้วยวิธีรับประทานยา และการฉีดสเตียรอยด์มีผลข้างเคียงในผู้ป่วยบางราย แพทย์จำเป็นต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
- การผ่าตัด การผ่าตัดมักเป็นทางเลือกสุดท้ายที่แพทย์เลือกใช้กับผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้วิธีรักษาแบบอื่นได้ โดยการผ่าตัดผู้ป่วยที่ปวดข้อจะมีหลายกวิธีแตกต่างกันออกไป เนื่องจากอาการปวดข้อมีหลากหลายแบบขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์
แนวทางป้องกันอาการปวดข้อ
- พักผ่อนให้เพียง การพักผ่อนสามารถช่วยให้ร่างกาย กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น พักฟื้นและซ่อมแซมตนเอง
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ตามหลักโภชนาการ
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อช่วยการปวดข้อลง
- หลีกเลี่ยงการใช้งานหนัก เช่น ออกกำลังกายอย่างหักโหม ยกของหนัก หรือกิจกรรมที่ได้รับแรงกระแทก
- ยืดกล้ามเนื้อทุกครั้งก่อนออกกำลังกาย การยืดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นก่อนออกกำลังกายสามารถลดอาการบาดเจ็บลงได้
ข้อมูลสุขภาพจาก : โรงพยาบาลสมิติเวช
“วิตามินดี-ผักใบเขียว” เคล็ดลับดูเเลกระดูกให้เเข็งเเรง
"อย่าลืมมื้อแรก" แนะวัสดุดิบคุณภาพหาซื้อง่ายลดป่วยเสริมภูมิต้านทาน