ฉายแสง LED เทรนด์ดูแลผิวมาแรง ตัวช่วยกู้ผิวใส เห็นผลไว-ไม่เจ็บตัว
อีกเทคโนโลยีในการดูแลผิวให้กลับมากระจ่างใสที่กำลังมาแรง คือ “การฉายแสง LED” ที่นอกจากจะเห็นผลทันตา ยังขึ้นชื่อว่าปลอดภัยไม่ทำให้เจ็บตัวด้วย
การฉายแสง LED หรือ “Light-Emitting Diode” เป็นเทคโนโลยีความงามที่กำลังได้รับความสนใจ เพราะทำง่าย แถมยังช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิว ปรับสภาพผิวให้กระจ่างใส ดูอ่อนกว่าวัยได้แบบทันตาเห็น หลังทำเสร็จแล้วก็สามารถออกไปทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ และที่สำคัญยังปลอดภัยไม่เจ็บตัวเหมือนอย่างการเลเซอร์
การฉายแสง LED จึงนับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการดูแลผิว แต่เนื่องจากแสง LED มีหลายสี แต่ละสีนั้นแตกต่างอย่างไร ช่วยอะไรได้บ้าง และเหมาะกับใคร ทีมข่าวนิวมีเดียพีพีทีวีได้รวบรวมข้อมูลมาดังนี้
รู้จักการฉายแสง LED
การฉายแสง LED คือ เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ใช้ดูแลผิวพรรณให้มีสุขภาพดี โดยใช้ความเข้มแสงสูงระดับจูลล์/ตารางเซนติเมตร และจะต้องมีค่าความสว่างในอัตราที่สูง จึงจะสามารถทำปฏิกิริยากับเซลล์ผิว ช่วยกระตุ้นกลไกการฟื้นฟูของเซลล์ผิวได้ ทำให้ผิวพรรณของเรากลับมาดีกว่าเดิม แถมยังไม่รู้สึกเจ็บหรือระคายเคืองผิวขณะรักษา และไม่ทิ้งรอยบาดแผลตกสะเก็ด ซึ่งการฉายแสง LED นี้ ทำได้ทั้งบริเวณใบหน้าและบริเวณอื่น ๆ เช่น แผ่นหลัง หรือบริเวณอก
การฉายแสง LED ที่ปลอดภัยขึ้นอยู่กับความแรงของแสง ความยาวคลื่นเฉพาะของแสง ระยะห่างจากแหล่งกำเนิดแสงถึงผิวหนัง ระยะเวลาที่ใช้งาน รวมถึงความกังวลต่อผิวของผู้ใช้ แต่แนะนำว่าไม่ควรใช้เกิน 30 นาที และเพื่อการใช้งานที่ปลอดภัยที่สุด ขั้นแรกให้ทาเซรั่มหรือยา Photosensitizer ก่อนบำบัดด้วยแสง LED
คุณสมบัติของแสง LED ทั้ง 4 สี
การฉายแสง LED ที่นิยมใช้กันมีอยู่ 4 สี ประกอบด้วย สีฟ้า สีแดง สีเขียว และสีเหลือง ในการรักษาผิวจะใช้เพียงสีเดียว หรือ 2 สีก็ได้ ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์หรือสภาพผิวของแต่ละคน
- แสงสีฟ้า (Blue Light) ความยาวคลื่น 470 นาโนเมตร
ช่วยรักษาสิวและลดการอักเสบ ทั้งสิวอักเสบ สิวที่เกิดจากสเตียรอยด์ สิวจากอาการแพ้ต่าง ๆ โดยจะเข้าไปฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า P.Acne (Propionibacterium acnes) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว ทำให้ลดโอกาสเกิดสิวใหม่ อีกทั้งยังช่วยลดการทำงานของต่อมไขมัน ทำให้รูขุมขนผลิตน้ำมันน้อยลง จึงลดความมันบนใบหน้า อันเป็นที่มาของการเกิดสิวอุดตัน
สำหรับแสงสีฟ้า เหมาะสำหรับคนที่มีสิวอักเสบจำนวนมาก และไม่ต้องการใช้ยา หรือคนที่สิวหายยากจากการดื้อยา
- แสงสีเขียว (Green Light) ความยาวคลื่น 525 นาโนเมตร
ช่วยรักษารอยดำ ลดการสร้างเม็ดสี ปรับสีผิวให้กระจ่างใส เหมือนกับแสงสีเหลือง แต่จะนิยมใช้ลดรอยดำมากกว่า มากกว่านั้นยังช่วยรักษาอาการแพ้ต่างๆ ได้ด้วย
สำหรับแสงสีเขียว เหมาะกับคนที่มีปัญหารอยดำ รอยแดง รอยแผลเป็น และผิวหมองคล้ำ
- แสงสีเหลือง (Yellow Light) ความยาวคลื่น 590 นาโนเมตร
ช่วยลดเลือนฝ้า กระ ลดการสร้างเม็ดสี ปรับผิวให้ดูกระจ่างใส รักษาเส้นเลือดฝอยที่อยู่ใต้ผิวหนัง และช่วยกระตุ้นต่อมน้ำเหลือง รวมถึงระบบไหลเวียนเลือดให้ดีขึ้น
สำหรับแสงสีเหลือง เหมาะกับคนที่มีปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำ และผิวหมองคล้ำ
- แสงสีแดง (Red Light) ความยาวคลื่น 640 นาโนเมตร
ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นเซลล์ จึงช่วยลดเลือนริ้วรอยเล็กๆ บนใบหน้า ปรับผิวให้เรียบเนียน อิ่มฟู และลดการอักเสบของผิว ซึ่งในเคสที่มีการกดสิว แพทย์อาจแนะนำให้ฉายแสง LED สีแดงและสีฟ้าร่วมกัน เพราะแสงสีแดงจะช่วยทำให้ผิวที่มีการกดสิวแข็งแรงขึ้น ไม่ทิ้งรอยแผลเป็น ขณะที่แสงสีฟ้าก็จะช่วยรักษาสิวร่วมด้วย
สำหรับแสงสีแดง เหมาะกับคนที่ต้องการฟื้นฟูผิวให้ดูอ่อนเยาว์ ผิวแข็งแรง และลดปัญหาสิวเกิดใหม่
ฉายแสง LED ต่างจากการรักษาด้วย “เลเซอร์”
แม้การฉายแสง LED เปรียบได้กับการเลเซอร์ความเข้มข้นต่ำ แต่การรักษาผิวด้วยแสง LED ต่างกับการเลเซอร์ เพราะการรักษาด้วยแสง LED จะไม่ทำให้ผิวแสบร้อนหรือไหม้ แต่อาจต้องเข้ารับการรักษาถี่กว่าการเลเซอร์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกัน
ส่วนการเลเซอร์ผิวหนังจะใช้คลื่นแสงที่มีความเข้มข้นสูง มีจุดโฟกัสที่แม่นยำ ทำให้เกิดผลข้างเคียงมากกว่า เช่น แสบร้อนผิวหนัง ปวดบวม รอยแดง ระคายเคือง หรือผิวลอก ผิวไวต่อแดด
การเตรียมตัวก่อนและหลังฉายแสง LED
ก่อนฉายแสง LED
3 วันก่อนรับบริการ
- งดทายาที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว เช่น Tretinoin (Retin-A) Retinols Retinoids Glycolic Acid หรือครีมในกลุ่ม Anti-Aging
- งดแวกซ์ผิว ขัดผิว สครับผิว นวดหน้า โกนขน ดึงขน เลเซอร์ บริเวณที่จะทำ
24 ชั่วโมง ก่อนรับบริการ
- งดดื่มแอลกอฮอล์
- งดสูบบุหรี่
- งดกิจกรรมที่ส่งผลให้เลือดสูบฉีดไหลเวียนมากขึ้น เช่น การออกกำลังกาย ซาวน่า
ทั้งนี้หากมีโรคประจำตัว ยาที่รับประทานประจำ หรือแพ้ยา ควรแจ้งแพทย์ก่อนรับบริการบำบัดผิวด้วยการฉายแสง LED
หลังฉายแสง LED
- หลีกเลี่ยงแสงแดด และทาครีมกันแดดเป็นประจำ
- งดอาบแดด ซาวน่า ถูกแสงแดดหรือความร้อนจัด
- ใช้โฟมล้างหน้าหรือคลีนซิ่งที่อ่อนโยนต่อผิว
- ไม่ควรล้างหน้าโดยการถูแรงๆ เพื่อป้องกันผิวเกิดการระคายเคือง
- เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์
- งดใช้ครีมมีส่วนผสมของวิตามินเอ วิตามินซี หรือครีมกลุ่ม AHA
การฉายแสง LED นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาความงามที่เห็นผลไว ไม่ต้องเจ็บตัว แต่อาจต้องการความสม่ำเสมอในการทำและดูแลตัวเอง ส่วนผู้ที่มีความผิดปกติต่อดวงตาหรือไวต่อแสงมากกว่าปกติ ควรหลีกเลี่ยงการรักษาด้วยวิธีนี้ เนื่องจากแสงที่มีความเข้มข้นสูงอาจทำให้ปวดตา หรือระคายเคืองตาได้
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท และ Timesnow
น้ำขิง ยาอายุวัฒนะ เครื่องแก้บรรเทาหนาว ฤทธิ์ร้อนต้านหวัดลดไมเกรน