ปวดหลัง!ภัยเงียบโรคกระดูกพรุน แนะหญิงวัย 50 ปีขึนไปตรวจมวลกระดูกทุก 2-3 ปี
ปวดหลังเป็นประจำ ภัยเงียบโรคกระดูกพรุน รักษาช้าเสี่ยงกระดูกหัก แพทย์แนะหมั่นสังเกตความสูง ส่วนหญิงวัย 50 ปีขึ้นไปควรตรวจมวลกระดูกทุก 2-3 ปี
โรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลังเป็นโรคที่ต้องให้ความใส่ใจ เพราะหลายคนมักเป็นโรคนี้มักไม่รู้ตัว รู้อีกทีก็กระดูกหักแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดการหักที่ข้อมือ ข้อสะโพก กระดูกเชิงกราน หรือกระดูกสันหลังยุบ
โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดลำดับความสำคัญของ ‘โรคกระดูกพรุน’ ไว้เป็นอันดับสอง รองจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งบางคนเรียกว่าเป็นภัยเงียบ เพราะอาการจะมาแบบไม่รู้รู้ตัว แต่อาจจะสังเกตได้บ้าง เช่น ความสูงของเราลดลงไปจากแต่ก่อน หลังค่อมลง หรืออาจมีอาการเพียงปวดเมื่อยตามตัวคล้ายปวดตามกระดูก
แม่ค้าโอดมะนาวแพง ทำต้นทุนสูง ชี้ใช้วัตถุดิบอื่นแทนกันไม่ได้
‘กระดูกสันหลังยุบ’ อีกหนึ่งความทรมานจากโรคกระดูกพรุน
โรคกระดูกพรุนก่อให้เกิดกระดูกสันหลังยุบ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ขาดการออกกำลังกาย ได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ พร่องวิตามินดี การดื่มแอลกอฮอล์ ดื่มน้ำอัดลม สูบบุหรี่ ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน การผ่าตัดมดลูกและรังไข่ หรือใช้ยาบางอย่าง เช่น ยาเคมีบำบัด ยาละลายลิ่มเลือด ยาแก้อักเสบแบบสเตียรอยด์
รวมไปถึงการเป็นโรคบางชนิด เช่น โรคต่อมไร้ท่อทำงานมากผิดปกติ โรคต่อมพาราไทรอยด์ ก็เป็นตัวเร่งให้เกิดการสลายของเนื้อกระดูกเร็วมากขึ้น จนกระทั่งเกิดการยุบตัวหรือหักของกระดูกสันหลัง เมื่อมีการล้มเพียงเบาๆ หรือการทำกิจวัตรประจำวันเท่านั้น ซึ่งก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานเป็นอย่างมากจากอาการปวดที่รุนแรง จนไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข
MRI คือการตรวจวินิจฉัยกระดูกสันหลังที่แม่นยำที่สุด
ปัญหาที่พบได้บ่อยคือ ผู้ป่วยและญาติมักไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมถึงปวดหลัง และทำไมอาการปวดหลังจึงปวดทรมานมากและไม่หายไป แม้รับประทานยาหรือได้รับการฉีดยาแล้วก็ตาม ซึ่งวิธีการที่ดีที่สุดที่จะช่วยในการวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระดูกสันหลังหักยุบตัวจริงหรือไม่ และถ้าเป็นจริง แสดงวว่าการหักในครั้งนี้เกิดขึ้นใหม่หรือเป็นการหักที่เกิดมาเนิ่นนานหลายปีแล้ว นั่นคือการทำเอกซเรย์แม่เหล็กไฟฟ้าหรือ MRI ที่กระดูกสันหลัง ซึ่งจะช่วยให้แพทย์เห็นรอยโรคอย่างชัดเจน เพื่อสรุปผลการวินิจฉัย และวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ตรงจุด
โดยมีวิธีการรักษาผู้ป่วยกระดูกสันหลังหักในผู้สูงอายุ ดังนี้
การรักษาโดยการใส่กายอุปกรณ์ หรือเสื้อเกราะพยุงหลัง (ORTHOSIS) ตลอดเวลา
ทำต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการหัก การรักษาจะได้ผลดีในผู้ป่วยที่ให้ความร่วมมือในการใส่อุปกรณ์พยุงกระดูก รวมถึงมีการทรุดตัวหรือการผิดรูปเกิดขึ้นไม่มากนัก ซึ่งการใส่ที่ถูกต้อง คือ ต้องใส่ก่อนการลุก การนั่ง หรือเดิน หากลุกขึ้นมานั่งหรือยืนแล้วค่อยสวมใส่ การยุบตัวจะเกิดเพิ่มขึ้นอีกจากน้ำหนักของเราไปกดทับส่วนที่หัก ทำให้หลังค่อมมากขึ้น
การผ่าตัด โดยใช้โลหะดามกระดูก
ใช้แก้ไขความโก่งงุ้มของโครงสร้างสันหลัง และโลหะจะช่วยค้ำยันหรือเสริมโครงสร้าง ข้อดีคือ ศัลยแพทย์จะสามารถแก้ไขความผิดปกติการค่อมของหลังให้กลับมาใกล้เคียงเป็นปกติได้ และช่วยให้ผู้ป่วยหายเจ็บปวดจากภาวะกระดูกหัก เพราะโครงสร้างกระดูกมีโลหะค้ำยันแทน ข้อเสียคือ ผู้ป่วยต้องรับการผ่าตัด และการใส่โลหะต้องใส่จำนวนมาก ต้องใส่นอตสกรูอย่างน้อย 10-12 ตัว ต้องดมยาสลบ จึงมีความเสี่ยงในผู้สูงวัยที่มักมีโรคร่วมเดิมของผู้ป่วย ทำให้บางคนไม่ชอบวิธีการนี้นัก
‘การฉีดซีเมนต์’ เทคนิคใหม่เพื่อการรักษากระดูกสันหลังหักโดยไม่ต้องผ่าตัด
เป็นการฉีดสารทดแทนกระดูกเข้าไปยังบริเวณที่มีการหักและช่องว่างรูพรุนในกระดูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่กระดูกสันหลัง วิธีนี้เป็นวิธีที่น่าสนใจ เพราะไม่ต้องทำการผ่าตัด ไม่ต้องดมยาสลบ ใช้การฉีดยาชาเฉพาะที่ร่วมกับยาสลบแบบฉีด ใช้เวลาในการรักษาสั้น ประมาณ 20-30 นาทีเท่านั้น ซึ่งซีเมนต์ที่ใช้ทางการแพทย์นี้ได้รับการยอมรับว่าไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ไม่ก่อให้เกิดการปฏิเสธของร่างกาย
ภายหลังจากการรักษาจะเหลือเพียงบาดแผลบนผิวหนังขนาด 2-3 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นร่องรอยของเข็มที่ผ่านผิวหนังไปยังกระดูกที่หัก ผู้ป่วยควรนอนโรงพยาบาลเพื่อดูอาการประมาณ 1 คืน ภายหลังการทำอาการจะทุเลาลงอย่างมาก แต่มีข้อจำกัดคือ ไม่ทำในคนอายุน้อย เพราะเหมาะที่จะทำในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปที่มีกระดูกสันหลังหัก
อย่างไรก็ตาม หากเคยเกิดกระดูกหักที่หนึ่งที่ใดไปแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดการหักซ้ำที่เดิม หรือเกิดการหักของกระดูกในตำแหน่งอื่นๆ โดยให้ผู้ป่วยควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ได้รับแคลเซียมเสริม รวมถึงวิตามิน และยาเสริมกระดูก ให้ออกกำลังกาย และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง
ที่สำคัญแนะนำว่าผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ควรตรวจมวลกระดูกเพื่อดูความหนาแน่นกระดูก (Bone Density) และตรวจหาระดับวิตามินดีในเลือดอย่างน้อย 1 ครั้ง ถ้าผลตรวจปกติดี จะแนะนำให้ตรวจทุก 2-3 ปี แต่ถ้าตรวจพบความผิดปกติจะได้ทำการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ขอบคุณข้อมูลจาก โรงพยาบาลพญาไท