หวานไม่ตัดขา! แต่ต้องไม่ละเลย “แผลเบาหวาน” ดูแลเท้าอย่างถูกวิธี
“เบาหวาน” ถือเป็นปัญหาสำคัญที่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาหลายประการ ที่สำคัญคือ “การเกิดแผลเบาหวาน” เพราะเรื่องที่น่าห่วงเพราะอาจติดเชื้อได้ง่ายและหายยาก แนะวิธีดูแลเท้าอย่างถูกต้อง
แผลเบาหวาน เป็นบาดแผลเรื้อรังที่พบได้บ่อย มักจะเกิดกับผู้เป็นเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน มีความเสี่ยงที่ระบบประสาทส่วนปลาย รวมถึงหลอดเลือดส่วนปลายจะเสียหาย ส่งผลให้เส้นเลือดตีบและอุดตันในที่สุดเมื่อเท้าเกิดการขาดเลือดส่งผลให้แผลหายยากเพราะไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยง
อันตรายของแผลเบาหวาน
- เรื้อรังรักษายาก เพราะแผลเบาหวานเป็นแผลเรื้อรัง ถ้าควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดีจะหายยาก เพราะหลอดเลือดแดงตีบ ทำให้แผลหายยาก ช้า หรืออาจไม่หายเลย
- ปลายประสาทเสื่อม เกิดจากอาการชา ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บ ไม่รู้ว่าเกิดแผล ทำให้แผลลุกลามมากได้
- เท้าผิดรูป ร่วมกับผิวแห้งหนาผิดปกติ เกิดหนังหนา ๆ เป็นก้อนนูนออกมากดเนื้อเยื่อข้างใต้ เรียกว่า Callus หากเท้าผิดรูปบิดเบี้ยว เกิดแรงกดเฉพาะที่จะทำให้เนื้อเยื่อตายรักษายาก
- ระบบประสาทอัตโนมัติเสื่อม เนื่องจากเส้นประสาทไม่ดี มีผลต่อต่อมไขมันและต่อมเหงื่อ ทำให้การผลิตและหลั่งไขมันลดลง ส่งผลให้ผิวแห้ง แตก เกิดแผลได้ง่าย
- เสี่ยงสูญเสียนิ้วและเท้า โดยเฉพาะผู้สูงอายุจะมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดแผลเรื้อรังและติดเชื้อรุนแรงมากกว่าคนปกติ เพราะระดับน้ำตาลสูง เส้นเลือดแดงตีบ เลือดไม่ไปเลี้ยง กลไกการต่อสู้กับเชื้อโรคบกพร่อง เสี่ยงต่อการติดเชื้อ อีกทั้งมีโอกาสเกิดเนื้อตายจากเส้นเลือดแดงส่วนปลายตีบนำไปสู่การสูญเสียนิ้วหรือขาได้
กลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดแผลเบาหวาน
- ผู้ป่วยโรคเบาหวานเรื้อรังมานาน 5 – 10 ปี ยิ่งเป็นโรคเบาหวานมานานหลายปียิ่งเสี่ยงที่จะเกิดบาดแผล
- ไม่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ค่อย
- การสูบบุหรี่
- อายุที่มากขึ้น
ทั้งนี้พบว่า ร้อยละ 85 ของการสูญเสียสามารถป้องกันได้โดยการตรวจ ดูแลรักษาแผลและหลอดเลือดตั้งแต่ระยะแรก ดังนั้นการตรวจค้นหาและดูแลตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพเท้าในผู้เป็นเบาหวาน
สำหรับคนไข้เบาหวานหากมีบาดแผลเกิดขึ้น ต้องเสี่ยงกับอะไรบ้าง ?
- มีเส้นเลือดตีบหรือตัน ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเริ่มจากมีอาการปวดน่อง เดินได้เพียงระยะทางสั้น ๆ ต้องนั่งพักเนื่องจากเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อไม่พอ ถ้าผู้ป่วยเบาหวานไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรก ปล่อยให้ลุกลามจนเลือดไปเลี้ยงไม่ได้กลายเป็นแผลเรื้อรัง ซึ่งระยะการลุกลามนั้นขึ้นอยู่กับว่าบาดแผลนั้นขาดเลือดหรือติดเชื้อรุนแรงมากเพียงใด ดังนั้นเมื่อพบแผลหรือปัญหาที่เกิดขึ้นกับเท้าในผู้ป่วยเบาหวาน ทางที่ดีที่สุดควรรีบไปพบแพทย์ทันที
- แผลเกิดการติดเชื้อได้ง่ายและหายยาก หากไม่ควบคุมน้ำตาล เนื่องจากมีน้ำตาลในเลือดสูง
วิธีการรักษาแผลเรื้อรังจากเส้นเลือดตีบตันในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน
- ผู้ป่วยเบาหวานต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีเป็นลำดับแรก เพราะไม่อย่างนั้นจะรักษาเรื่องการติดเชื้อไม่ได้ หากน้ำตาลในเลือดสูง ระบบร่างกายจะทำงานได้ไม่ค่อยดี ทำให้กำจัดเชื้อออกไปจากร่างกายไม่ได้
- ทำบอลลูนขยายหลอดเลือด เพื่อให้เลือดเข้าไปหล่อเลี้ยงบริเวณส่วนที่เป็นแผลได้ ทั้งนี้การรักษาด้วยเทคโนโลยีบอลลูนหลอดเลือดสามารถทำได้ในคนไข้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว ทั้งนี้การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมถือเป็นส่วนสำคัญในการรักษาคนไข้
“อดนอน” ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง การเผาผลาญพัง เสี่ยงเบาหวาน
การดูแลเท้าในผู้ป่วยเบาหวาน
- ควบคุมระดับน้ำตาลให้เหมาะสม
- ล้างเท้าด้วยสบู่ ใช้ผ้าแห้งสะอาดเช็ดซอกเท้าเบาๆ ทุกวัน
- หมั่นตรวจเท้า ผิวหนังของเท้าทุกวัน หากซีดคล้ำ หรือมีตาปลาควรปรึกษาแพทย์
- ใช้โลชั่น ลูบไล้ที่ผิวขาและเท้าทุกวัน ช่วยป้องกันผิวแตกและโรคแทรกซ้อน
- สวมถุงน่อง ถุงเท้าที่ทำจากใยฝ้ายและไม่รัดแน่นจนเกินไป
- รองเท้าให้พอเหมาะ ไม่บีบแน่นเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดแผลได้
- ไม่ควรแช่เท้าในน้ำเป็นเวลานาน เพราะหากเท้าเปื่อย เชื้อโรคจะเข้าไปฝังตัวได้ง่าย
- เมื่อเท้ามีบาดแผล ต้องรีบล้างแผลโดยเร็ว ถ้ามีการอักเสบ ควรรีบพบหมอ
- ตัดเล็บสม่ำเสมอ เพื่อให้สวมรองเท้าและเดินง่าย ลดการเสียดสีที่ทำให้เกิดแผล
- ต้องหมั่นบริหารเท้า ให้เลือดไหลเวียนคล่อง
- ควรงดสูบบุหรี่ เพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคไม่ติดต่ออื่นๆ ตามมา
ปัจจุบันการรักษาแผลเรื้อรังจากเส้นเลือดตีบตันในผู้ป่วยเบาหวานกับแพทย์เฉพาะทางด้านหลอดเลือดที่ทำงานร่วมกับการติดตามดูแลรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางด้านโรคเบาหวาน ย่อมช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ ลดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น และทำให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างราบรื่น
ข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพ และ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
มดขึ้นปัสสาวะ-ปัญหาผิวหนัง อาการบอกโรคเบาหวาน เช็กสัญญาณติดหวานก่อโรค
ข้อควรรู้เมื่อเกิด "แผลในผู้ป่วยเบาหวาน" เหตุผลที่รักษายากเสี่ยงลุกลาม