“ต่อมทอนซิลอักเสบ” เจ็บคอ-กลืนลำบาก สัญญาณเตือนแรกที่พบมากในเด็ก
ต่อมทอนซิลอักเสบ หลายคนอาจเคยได้ยินและเคยเป็นมาแล้ว เพราะมักมาพร้อมกับอาการหวัด ไซนัส ต่างๆ และเกิดในเด็กอายุน้อยกว่า 10 ปีมากกว่าช่วงวัยอื่นแม้จะเป็นโรคไม่ร้ายแรงแต่ภาวะแทรกซ้อนอันตรายถึงชีวิต รู้สัญญาณเตือนก่อนรีบรักษาได้
ต่อมทอนซิล คือ เนื้อเยื่อต่อมน้ำเหลืองที่ภายในมีเม็ดเลือดขาวหลายชนิดอยู่ในลำคอทั้งสองข้าง โดยมีหน้าที่หลักในการดักจับและกำจัดเชื้อโรคที่จะเข้าสู่ทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร สร้างภูมิคุ้มกัน โดยภาวะต่อมทอนซิลอักเสบ ส่วนใหญ่ประมาณ 70-80% เกิดจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ รวมทั้งเชื้อไวรัสอื่นๆ อีกหลายชนิด มีบางส่วนประมาณ 15-20% เกิดจากเชื้อแบคทีเรียซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด และอีกประมาณ 5% เกิดจากการติดเชื้อรา
ซึ่งมักพบในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ ซึ่งมักเป็นสาเหตุของอาการเจ็บคอเรื้อรังที่พบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย แต่พบได้บ่อยมากกว่า ในเด็กอายุน้อยกว่า 10 ปี โดยหากมีอาการอักเสบบ่อย ๆ ทำให้ต่อมมีขนาดที่โตขึ้นและอาจกลายเป็นการอักเสบแบบเรื้อรัง มีการอักเสบซ้ำ ๆ ปีละหลายครั้ง หรือระคายเคืองคอเรื้อรัง มีกลิ่นปาก
10 สัญญาณต่อมทอนซิลอักเสบ
- เจ็บคอ
- กลืนลำบาก
- เสียงแหบ
- มีไข้สูง
- ปวดศีรษะ ตาแดง (เยื่อตาขาวอักเสบ)
- ปวดเมื่อยตามตัว
- อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
- มีกลิ่นปาก
- บางรายอาจมีอาการท้องเดิน หรือถ่ายเหลวร่วมด้วย
ต่อมทอนซิลอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัสส่วนใหญ่จะไม่รุนแรง และหายได้เอง โดยปกติแพทย์จะพิจารณาให้การรักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ ยาแก้ปวด ยาปฏิชีวนะ หรือยาแก้อักเสบตามเชื้อที่สงสัย โดยเฉพาะจากเชื้อแบคทีเรีย โดยควรได้รับยาปฏิชีวนะอย่างน้อย 7 – 10 วัน หากอาการไม่ดีขึ้น มีอาการรุนแรง ไข้สูง มีภาวะขาดน้ำขาดอาหาร อาจจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือหรือยาปฏิชีวนะทางเส้นเลือด ในกรณีที่พบภาวะแทรกซ้อนของทอนซิลอักเสบ เช่น
- การอักเสบติดเชื้อกระจายเป็นวงกว้าง
- เกิดหนองบริเวณรอบต่อมทอนซิล
- ภาวะการติดเชื้อเข้าไปในกระแสเลือด ซึ่งเป็นภาวะที่มีอันตรายถึงแก่ชีวิต อาจจำเป็นจะต้องอาศัยการผ่าตัดเพื่อระบายหนองหรือการติดเชื้อร่วมกับการให้ยา
สัญญาณ“มะเร็งหลังโพรงจมูก”โรคที่พบบ่อยในคนเอเชีย
เมื่อมีอาการเบื้องต้นที่ว่ามา ข้อใดข้อหนึ่งควรไปพบแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีไข้เกิน 4 วัน โดยที่อาการยังไม่ดีขึ้นเลย แม้จะดูแลตนเองในเบื้องต้นแล้ว แพทย์จะวินิจฉัยและรักษาตามดุลยพินิจของแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง หากผู้ป่วยละเลยไม่ไปพบแพทย์ อาจมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น เชื้ออาจลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียง ฝีที่ทอนซิล, ติดเชื้อในเนื้อเยื่อชั้นลึกของคอ หรือเชื้ออาจเข้ากระแสเลือดแพร่กระจายไปยังที่ต่างๆ ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนกับอวัยวะอื่นๆ เช่น เป็นข้ออักเสบชนิดเฉียบพลัน กระดูกอักเสบเป็นหนอง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
ป้องกันต่อมทอนซิลอักเสบได้อย่างไร
- พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ
- ออกกำลังกายเป็นประจำ
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
- พยายามอย่าใช้ของร่วมกับผู้ป่วย
- หมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเปาโล และ โรงพยาบาลกรุงเทพ
วิธีแก้ “สะอึก” ปล่อยเรื้อรังอาจไม่ใช่แค่น่ารำคาญ แต่ร่างกายฟ้องโรค
สัญญาณ “มะเร็งต่อมไทรอยด์” มะเร็งที่แพร่ไปต่อมน้ำเหลือง-กระดูกได้ง่าย