ต่อมทอนซิลอักเสบ เมื่อไหร่ควรผ่าตัด ลดอาการแทรกซ้อน-กักเก็บเชื้อโรค
อาการเจ็บคอเรื้อรังจากภาวะต่อมทอนซิลอักเสบ กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แต่เมื่อได้รับการผ่าตัดนำต่อมทอนซิลออก จะช่วยทำให้ไม่เกิดการติดเชื้อบ่อยๆ หรือไม่เป็นแหล่งกักเก็บเชื้อโรคทำให้หายใจโล่ง และกลืนอาหารสะดวกยิ่งขึ้น แล้วเมื่อไหร่และใครควรผ่าตัด?
“ต่อมทอนซิล” ต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ภายในช่องปาก มีจำนวน 2 ต่อมด้วยกัน ทำหน้าที่ในการดักจับและทำลายเชื้อโรคก่อนเข้าสู่ร่างกายจากระบบทางเดินอาหาร แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นที่เก็บกักเชื้อโรค ส่งให้มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง ปกติแพทย์จะรักษาตามอาการและความรุนแรง เช่น ให้ยาปฏิชีวนะ ยาบรรเทาอาการเจ็บคอ ยาลดไข้ ยาแก้อักเสบ หรือการผ่าตัดเพื่อระบายหนอง เป็นต้น แต่ในกรณีเป็นซ้ำบ่อยๆ ได้รับยาปฏิชีวนะในการรักษาแล้วไม่ดีขึ้น เชื้อโรคดื้อต่อยาปฏิชีวนะ แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยการผ่าตัดนำต่อมทอนซิลออก
เกณฑ์พิจารณาในการผ่าตัดนำต่อมทอนซิลออก แพทย์จะทำก็ต่อเมื่อมีข้อบ่งชี้ในเรื่องของการติดเชื้อเรื้อรัง หรือเป็นๆ หายๆ โดยทั่วไปแพทย์จะพิจารณาผ่าตัดต่อมทอนซิลตามอาการเหล่านี้
- มีอาการเจ็บคอเรื้อรัง เนื้อเยื่อมีหนอง เนื้อเยื่อบริเวณรอบๆ จากภาวะต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรังโดยที่รักษาด้วยยาแล้วไม่ได้ผล
- มีอาการเจ็บคอ 5 ครั้งใน 2 ปี หรือ 7 ครั้งใน 1 ปี รู้สึกกลื่นอาหารลำบาก
- ในช่วงที่เจ็บคอ มีไข้สูง จนรู้สึกหนาวสั่น เนื่องจากต่อมทอนซิลมีหนองจำนวนมาก และรักษาด้วยยาปฏิชีวนะไม่ได้ผล
- เมื่อต่อมทอนซินอักเสบ และโตมากๆ ส่งผลต่อการนอนกรน และภาวะหยุดหายใจตอนนอน
- แพทย์วินิจฉัยแล้วว่าเป็นแหล่งกักเก็บเชื้อโรคอย่างเช่น “เบต้า ฮีโมไลติก สเตรปโตคอคไค กรุ๊ปเอ” หรือเชื้อโรคคอตีบ หรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง
- มีกลิ่นปากรุนแรง และมีต่อมน้ำเหลืองบริเวณข้างลำคอโต ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน
ส่วนหลายคนกังวลว่าหากไม่มีต่อมทอนซิล ภูมิคุ้มกันจะลดลงนั้น ไม่เป็นความจริงแน่นอนค่ะ เพราะหากปล่ยให้ต่อมอักเสบบ่อยๆ เนื้อเยื่อของต่อมที่ทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันจะถูกแทนที่ด้วยเนื้อเยื่อพังผืด (fibrosis) ทำให้ต่อมทำหน้าที่ได้น้อยลงเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันร่างกายของเรายังมีต่อมน้ำเหลืออีกจำนวนมากในบริเวณศีรษะ และลำคอ ที่ทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคได้ ดังนั้น การผ่าตัดต่อมทอนซิลไม่ได้ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกาย หรือของช่องปากลดน้อยลง
การผ่าตัดต่อมทอนซิลเป็นการผ่าตัดผ่านทางช่องปาก โดยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดจะใส่เครื่องมือเข้าไปทางช่องปาก ไปยังต่อมทอนซิล การผ่าตัดลักษณะนี้ผู้ป่วยจึงไม่มีบาดแผลใดๆ ที่มองเห็นได้จากภายนอก
เตรียมตัวผ่าตัดต่อมทอมซิล
- ผู้ป่วยจะต้องเข้ามาอยู่ในโรงพยาบาล 1 วันก่อนผ่าตัด โดยแพทย์จะทำการตรวจจำนวนเม็ดเลือดขาวและการตรวจเลือดอื่นๆ เพื่อเช็คความพร้อม
- ผู้ป่วยจะต้องงดน้ำ และอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ก่อนเข้าห้องผ่าตัด
- การผ่าตัดต่อมทอนซิลต้องใช้การดมยาสลบ ผู้ป่วยจึงต้องมีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่เป็นหวัดหรือมีการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน
- มีการพักผ่อนอย่างเพียงพอ
- งดการรับประทานยา เช่นในผู้ป่วยบางรายที่รับประทานยาบางชนิด เช่น aspirin หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด อาจต้องหยุดยาดังกล่าวก่อนผ่าตัด
สัญญาณ “มะเร็งต่อมไทรอยด์” มะเร็งที่แพร่ไปต่อมน้ำเหลือง-กระดูกได้ง่าย
หลังผ่าตัดต่อมทอนซิลจะเป็นอย่างไร?
สามารถกลับบ้านได้หลังผ่า 24 - 48 ชั่วโมง หากรับประทานน้ำ และอาหารได้เพียงพอ และไม่มีภาวะแทรกซ้อน ใช้เวลาพักฟื้นทั้งหมดประมาณ 7-10 วัน หลังจากออกจากห้องผ่าตัดและฟื้นในชั่วโมงแรกๆ จะรู้สึกมีอาการเจ็บคอมาก และปวดแผลซึ่งจะค่อยๆ ลดน้อยลงหายเองภายใน 10 วัน
สิ่งผู้ป่วยอาจจะต้องเจอคือ มีอาการเจ็บคอ กลืนอาหารหรือน้ำลายลำบากจากแผลผ่าตัด ทำให้รับประทานไม่ค่อยสะดวก อาจทำให้น้ำหนักลดได้ อาจมีน้ำลายปนเลือดออกมาได้บ้างเล็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้มีอาการเลือดออก หลังผ่าตัดให้รับประทานอาหารอ่อนๆ ที่ไม่ร้อน พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัด ไม่ขากเสมหะหรือไอแรงๆ นอกจากนี้เสียงพูดอาจเปลี่ยนไป หลังจากผ่าตัดในสัปดาห์แรกๆ แต่พอแผลหายแล้วก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ทั้งนี้แพทย์จะนัดมาดูแผล และฟังผลชิ้นเนื้อ (ถ้ามีการส่งตรวจ) ประมาณ 1 สัปดาห์หลังผ่าตัด และหลังจากนั้น 2-4 สัปดาห์ เพื่อติดตามผลการรักษา
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเปาโล และ โรงพยาบาลกรุงเทพ
สัญญาณ“มะเร็งหลังโพรงจมูก”โรคที่พบบ่อยในคนเอเชีย
เช็ก 10 อาการเตือน “ไทรอยด์” รู้ทันรักษาได้ ก่อนเสี่ยงหัวใจล้มเหลว