รู้จัก"ไวรัสโนโร" หลัง จ.ชัยภูมิ ห่ามเด็ก นร. หลายร้อยคน ส่งรพ.เหตุท้องเสียรุนแรง
จากกรณีนักเรียนหลายระดับชั้น จากโรงเรียน 4 แห่ง ในตัวเมืองชัยภูมิ เกิดอาการท้องร่วง และท้องเสียอย่างรุนแรง 315 คน ล่าสุด สาธารณสุขจ.เปิดเผยว่าเกิดจากติดเชื้อ "โนโรไวรัส" ที่ปนเปื้อนในอาหารและน้ำแข็ง รู้จักไวรัสโนโร อาการและวิธีป้องกันโรค
จากกรณีเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ นักเรียนหลายระดับชั้น โรงเรียน 4 แห่ง ในตัวเมืองชัยภูมิ เกิดอาการท้องร่วง และท้องเสียอย่างรุนแรง 315 คน ถูกนำส่งโรงพยาบาลในจังหวัด สาเหตุเกิดจากเด็กรับประทานอาหารกลางวัน แล้วมีอาการ หลังเลิกเรียนกลับบ้านมีอาการปวดท้อง เกิดอาการท้องร่วง ท้องเสีย ความคืบหน้า ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 66 นายแพทย์วชิระ บถพิบูลย์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชัยภูมิ ได้แถลงผลการตรวจสอบ
จากการเก็บตัวอย่างอุจจราระตรวจที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 9 นครราชสีมา ปรากฏว่า ติดเชื้อ "โนโรไวรัส" ที่อาจจะปนเปื้อนในอาหาร และน้ำแข็งขณะนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจโรงงานน้ำแข็ง 5 แห่ง ส่งไปตรวจสอบแล้วเช่นกัน เพื่อหาที่มาของเชื้อ ยืนยันว่า เชื้อไม่ได้แพร่กระจายในวงกว้าง ขณะนี้พบเฉพาะในตัวเมืองชัยภูมิ ส่วนรอบนอกยังไม่พบ
รู้จักโนโรไวรัส(Norovirus)
โนโรไวรัส เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร ไวรัสชนิดนี้ระบาดได้ง่ายและรวดเร็วแม้ร่างกายได้รับเชื้อในปริมาณเพียงเล็กน้อย ที่สำคัญทนต่อความร้อนและน้ำยาฆ่าเชื้อต่าง ๆ ได้ดี ดังนั้นเมื่อเกิดการปนเปื้อนของโนโรไวรัสในอาหารและน้ำดื่ม จึงทำให้เกิดอาการท้องเสีย อาเจียน และสามารถติดต่อกันได้ง่าย เนื่องจากใช้เวลาเพียงไม่นานในการแพร่กระจายเชื้อ ไวรัสนี้พบระบาดได้มากในฤดูหนาว ติดต่อได้ง่ายในสภาพอากาศเย็น และทำให้เกิดโรคทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งอาการที่พบอาการที่พบบ่อยหากได้รับเชื้อโนโรไวรัสภายใน 24 – 48 ชั่วโมง คือ
- ถ่ายเหลวเป็นน้ำ
- ปวดท้อง
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ปวดศีรษะ
- ไข้ต่ำ ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย
“ท้องเสีย”แบบไหนควรกินยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะ กินผิดเสี่ยงดื้อยา
หากพบว่าติดเชื้อโนโรไวรัส แพทย์จะทำการดูแลรักษาตามอาการเป็นสำคัญ หากเด็กมีภูมิต้านทานที่ดีอาการจะดีขึ้นและหายได้เองภายใน 2 – 3 วัน แต่หากเด็กเกิดการขาดน้ำอาจทดแทนด้วยการดื่มน้ำเกลือแร่หรือการให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด รับประทานอาหารอ่อน ๆ หรือให้ยาแก้อาเจียนและยาแก้ปวดท้อง แต่ถ้าเด็กภูมิต้านทานต่ำ มีอาการรุนแรงถึงขั้นถ่ายตลอดเวลาต้องนำส่งโรงพยาบาลทันทีและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพราะอาจเกิดการช็อก ความดันต่ำ และเสียชีวิตได้การติดต่อของโรคเชื้อโนโรไวรัสสามารถติดต่อได้ง่ายจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง ด้วยพฤติกรรมต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
- รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อโนโรไวรัส พบบ่อยในน้ำดื่ม น้ำแข็ง ผักผลไม้สด หอยนางรม เป็นต้น
- เด็กจับหรือสัมผัสกับสิ่งของที่มีเชื้อโนโรไวรัสแล้วเอานิ้วเข้าปาก
- สัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรง
- ป้องกันระวังติดเชื้อการดูแลใส่ใจเรื่องความสะอาดคือหัวใจสำคัญของการป้องกันการติดเชื้อโนโรไวรัส ได้แก่
- ก่อนทานหรือหยิบจับอาหารและหลังเข้าห้องน้ำต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง
- การล้างมือให้สะอาดต้องล้างด้วยน้ำสบู่ โดยให้น้ำไหลผ่านไม่ต่ำกว่า 15 วินาที
- ดื่มน้ำที่สะอาด เลือกรับประทานอาหารที่สุก สะอาด สดใหม่
- เลี่ยงการหยิบจับหรือทำอาหารให้ผู้อื่น
- ใช้ช้อนกลางหากต้องรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
เชื้อโนโรไวรัสสามารถติดต่อได้ง่ายและปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน รวมถึงยังไม่มียาที่กำจัดเชื้อไวรัสชนิดนี้โดยเฉพาะ จึงควรดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิดในเรื่องของการรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่สะอาด ที่สำคัญล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง คือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ห่างไกลจากเชื้อโนโรไวรัส
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพ
“ชาไทยเย็น” อันดับ 7 ของโลก แต่ “ชาไทยหวานน้อย” อร่อยแถมสุขภาพดี
สธ.เผยแนวโน้มเด็กไทยติดเครื่องดื่มรสหวาน แนะโรงเรียนจัดเครื่อมดื่มทางเลือกสุขภาพ