“ไตวาย” จากเบาหวาน ใครบ้างเสี่ยง? และเทคนิคการกินให้โรคสงบ
เมื่อมี 1 โรคอีกหลายโรคก็จะตามมาหากดูแลตัวเองไม่ดี รู้หรือไม่? 1 ใน 3 ของผู้ป่วยเบาหวาน มีโอกาสกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคไตเรื้อรังร่วมด้วย เพราะควบคุมระดับน้ำตาลไม่สมดุล อาการแบบไหนสัญญาณเบาหวานลงไต ใครบ้างเสี่ยง ?
ภาวะเบาหวานลงไต (diabetic nephropathy) เมื่อเกิดการควบคุมน้ำตาลไม่ดีต่อเนื่อง ก็ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดที่ไต และเนื้อเยื่อในไต ทำให้การทำงานของไตลดลงตามมาและอาจเกิดภาวะไตวายจากเบาหวานได้ นอกจากนี้ยังมีภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานที่มีผลกับการทำงานของไตด้วย คือ ความดันสูงจากเบาหวาน หรือการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะจากเบาหวาน (UTI) ก็เป็นสาเหตุของไตทำงานลดลงด้วยเช่นกัน
ใครบ้างเสี่ยงไตวายจากเบาหวาน
- ผู้ป่วยเบาหวานที่คุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี
- มีภาวะความดันโลหิตสูงต่อเนื่อง
- มีภาวะอ้วน
- ผู้ที่สูบบุหรี่
- มีเบาหวานขึ้นจอประสาทตา
- มีญาติใกล้ชิดในครอบครัวป่วยเป็นโรคไตเรื้อรัง
อาการเบาหวานลงไต เบาหวานลงไตในระยะแรกมักไม่แสดงอาการมากนัก แต่เมื่อผ่านไปสักระยะผู้ป่วยเบาหวานจะเริ่มมีอาการชัดขึ้น อาทิ
- เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย
- ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ
- คลื่นไส้อาเจียน
- หายใจถี่
- หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- ใบหน้า ข้อมือ ข้อเท้ามีอาการบวม
- เบื่ออาหาร
- เซื่องซึม ง่วงนอน
ความเสี่ยงเมื่อเบาหวานลงไต
- เพิ่มความเสียงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าคนที่เป็นเบาหวานแต่ไม่ลงไต
- มีโอกาสทำให้เกิดโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายหรือระยะที่ต้องทำการฟอกไตเพื่อช่วยยืดอายุ
- ผู้ที่เป็นเบาหวานลงไตจะมีโอกาสติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะได้ง่าย ส่งผลให้ไตทรุดตัวได้เร็วและหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีอาจทำให้เสียชีวิตได้
การรักษาภาวะเบาหวานลงไตจะได้ผลดีเมื่อเป็นระยะเริ่มต้น ไม่ปล่อยทิ้งไว้นานเกินไป โดยแพทย์มักจะใช้ทั้งการแนะนำเรื่องควบคุมอาหารร่วมกับการใช้ยา เพื่อทำให้ระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์เหมาะสมมากที่สุด และหากไม่มีข้อจำกัดแพทย์มักจะเลือกให้ยาลดแรงดันที่ท่อไต เพื่อชะลอการเสื่อมของไตจากภาวะเบาหวานลงไตด้วย
“มะเร็งไต” พบน้อยแต่อัตราเสียชีวิตสูง สัญญาณแรกของโรคคืออะไร?
สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่มีเบาหวานร่วม
- โปรตีน ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่มีโรคเบาหวานร่วมด้วย ควรแนะนำอาหารจำกัดโปรตีนโดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีการหลุดรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ การจำกัดโปรตีนในระดับนี้จะช่วยลดการหลุดรั่วของโปรตีนในปัสสาวะได้ เพื่อชะลอการเสื่อมของไต ซึ่งปฏิบัติง่ายๆ โดยจำกัดการรับประทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเนื้อปลา ไข่ขาว เนื้อหมู เนื้อไก่ โดยรับประทานมื้อละ 2 – 3 ช้อนต่อมื้อ
- ความต้องการพลังงาน ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ยังไม่ได้รับการบำบัดทดแทนไต ควรแนะนำอาหารที่ให้พลังงานประมาณ 23-35 กิโลแคลอรี/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ของผู้ป่วย เช่น น้ำหนักปัจจุบัน อายุ เพศ กิจกรรมทางกาย โรคร่วมต่างๆ ตามแต่ละบุคคล
- โซเดียม และโพแทสเซียม ควรจำกัดไม่เกิน 2400 มิลลิกรัม/วัน แต่ ต้องคำนึงถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่างๆ เช่น ความดันโลหิต ยาที่ได้รับ สภาวะการทำงานของไต สมดุลของน้ำในร่างกาย ภาวะเป็นกรด-ด่างของเลือด ระดับน้ำตาลในเลือด สภาวะเครียดของร่างกาย รวมถึงอาการทางระบบย่อยอาหาร เพื่อปรับเพิ่ม-ลดปริมาณโซเดียม และโพแทสเซียมที่ควรได้รับในแต่ละวันด้วย
- ฟอสฟอรัส ควรจำกัดฟอสฟอรัส 800-1000 มิลลิกรัม/วัน หรือประมาณ 10-12 มิลลิกรัม/ความต้องการโปรตีน 1 กรัม/วัน เพื่อป้องกันภาวะ Secondary Hyperparathyroidism
- แคลเซียม ที่ได้รับต่อวัน ไม่ควรเกิน 2000 มิลลิกรัม จากทั้งอาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และแคลเซียมใน phosphate binder เนื่องจากระดับแคลเซียมในเลือดเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมการทำงานของต่อมพาราไทรอยด์ ซึ่งส่งผลต่อกระดูกและ calcification ในเนื้อเยื่อต่างๆ
สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่มีโรคเบาหวานร่วมด้วย ควรแนะนำโภชนบำบัดสำหรับโรคเบาหวาน เพื่อป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นมาก เป้าหมายของระดับ %HbA1C ควรไม่เกิน 7% การเพื่อชะลอความเสื่อมของไต
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเปาโล,โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และ hellokhunmor
ปัสสาวะเป็นเลือด-มีฟอง สัญญาณ “โรคไต” เร่งรักษาก่อนเสี่ยงไตวาย
อาหาร 6 กลุ่มที่ผู้ป่วย “โรคไตเรื้อรัง” ต้องรู้ กินแบบไหนช่วยชะลอโรค?