หลักง่ายๆแค่ 3 อ. ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี 2561 ระบุไว้ว่า... คนไทยป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดมากถึง 432,943 คน และจากตัวเลขดังกล่าว มีอัตราการตายมากถึง 20,855 คนต่อปีที่น่ากังวลคือสูงขึ้นทุกปี เนื่องจากการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปรวมทั้งปัจจัยมลพิษอื่นๆ แล้วใช้ชีวิตแบบไหน ? ถึงจะห่างไกลจากโรคนี้?
โรคหลอดเลือดหัวใจ เกิดจากเส้นเลือดแดงที่หล่อเลี้ยงหัวใจตีบหรืออุดตันจากไขมัน เส้นเลือดจึงต้องทำงานหนัก เพื่อนำเลือดไปเลี้ยงหัวใจให้ได้เพียงพอ เกิดจากปัจจัย อายุหรือกรรมพันธุ์ ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่สามารถควบคุมได้ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง การไม่ออกกำลังกาย และภาวะอ้วน จะเห็นได้ว่าปัจจัยต่างล้วนเป็นไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ผิด ที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรค
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหน่อยไหม? จะได้ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ
ปรับเปลี่ยนเรื่อง “อาหาร”
“การควบคุมอาหาร” มีความสำคัญมากถึง 80% หัวใจสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดจึงหนีไม่พ้นเรื่องของ “การปรับอาหารการกิน” เป็นหลัก โดยอาหารที่ควรเลือกกิน คืออาหารที่มีไขมันต่ำ หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มหรืออาหารแปรรูปที่มักมีโซเดียม ลดอาหารหวานจัด เลี่ยงแอลกอฮอล์
ขอแนะนำว่าควรแบ่งออกเป็น 4 ส่วน
- ครึ่งหนึ่งหรือ 2 ส่วน ควรเป็นอาหารจำพวกเส้นใย ผัก ผลไม้ อีก
- 1 ใน 4 ส่วนจะเป็นข้าวไม่ขัดสี เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่
- ที่เหลืออีก 1 ส่วนคือโปรตีน อย่าง ปลา หรืออกไก่ ไม่ควรกินเนื้อแดงบ่อยๆ เพราะเป็นเนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูง
ปรับเปลี่ยนเรื่อง “ออกกำลังกาย”
การออกกำลังกาย ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งหัวใจหลักที่คนรักสุขภาพไม่ควรมองข้าม ซึ่งการออกกำลังกายที่เหมาะสมในการลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ ก็คือการคาร์ดิโอทุกชนิดกีฬา โดยออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30-60 นาที 3-5 วันต่อสัปดาห์ ส่วนการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งอาจทำเพียง 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ก็เพียงพอแล้ว
“หัวใจขาดเลือด” ที่สายบ้างานต้องเช็ก 4 สัญญาณเตือนก่อนหัวใจวาย
ปรับเปลี่ยนเรื่อง “ความอ้วน”
การมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไขมันในเลือดสูง หรือความดันโลหิตสูง ซึ่งการลดน้ำหนักที่เหมาะสม ก่อนอื่มต้องคำนวณหาค่า BMI โดยใช้น้ำหนักตัว หารด้วย ส่วนสูง ยกกำลังสอง หากพบว่าค่า BMI สูงเกินไป ก็ควรลดน้ำหนักให้ค่า BMI มาอยู่ระหว่าง 18-23 จึงถือว่าพอเหมาะ
เพราะหัวใจเป็นอวัยวะที่ไม่เคยได้หยุดพัก และเป็นจุดศูนย์กลางที่จะส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของเรา การปรับพฤติกรรมเพื่อช่วยดูแลสุขภาพหัวใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่ไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหนก็ไม่ควรมองข้าม
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเปาโล และโรงพยาบาลกรุงเทพ
Superfood ! 7 กลุ่มอาหารบำรุงหัวใจและหลอดเลือด ช่วยลดระดับไขมันเลว
กินแบบไหน? เพิ่มไขมันดี ลดไขมันเลว เลี่ยงไขมันทรานส์ ห่างไกลโรค