“วัยทอง” ทำไมถึงเสี่ยงโรคกระดูกพรุนมากกว่า? แนะวิธีหลีกเลี่ยงป้องกันโรค
หญิงวัยหมดประจำเดือน หรือ วัยทอง ปัญหาสุขภาพอาจไม่ได้มีเพียงแค่ที่เห็นได้ชัดด้วยตัวเอง อย่างอาการร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ ช่องคลอดแห้ง ปัสสาวะอักเสบ คุณภาพความคิดความจำแย่ลงเท่านั้น แต่รู้หรือไม่ หญิงวัยทองยังเสี่ยง โรคกระดุกพรุน มากกว่าผู้ชายหลายเท่า และมักจะไม่แสดงอาการ จนกว่าจะมีการแตกหรือหักเกิดขึ้นและนั้นก็คือระยะที่แย่แล้ว
โรคกระดูกพรุน เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะหญิงวัยหมดประจำเดือน หรือที่เราเรียกกันว่า “วัยทอง” ซึ่งผู้ป่วยในประเทศไทยพบว่าเกิดกับผู้ป่วยหญิงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป หรือ ผู้ป่วยชายอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป ลักษณะสำคัญของตัวโรคคือ การลดลงในเชิงคุณภาพและปริมาณของมวลกระดูกที่ทำให้กระดูกสูญเสียความแข็งแรง อันนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการแตกหักได้ง่ายกว่าปกติ เช่น การประสบอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย โดยตำแหน่งกระดูกหักที่พบได้บ่อยประกอบด้วย กระดูกสันหลัง ข้อสะโพก ข้อมือ และข้อหัวไหล่
โรคกระดูกพรุนสัมพันธ์กับผู้หญิงวัยทอง ?
สำหรับผู้หญิงวัยทอง ปัญหาสุขภาพอย่างหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ คือโรคกระดูกพรุนและต้องอธิบายก่อนว่า กระดูกพรุน คือลักษณะที่มวลกระดูกหรือความหนาแน่นของเนื้อกระดูกลดลง ส่งผลให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลงตาม เมื่อกระดูกพรุนก็จะมีความเปราะบางก็เสี่ยงต่อการหักได้ง่ายแม้เกิดแรงกระแทกที่ไม่รุนแรง
ซึ่งปกติแล้ว การสะสมของมวลกระดูกจะสูงสุดในช่วงอายุ 25-30 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ฮอร์โมนสมบูรณ์สูงสุด และมวลกระดูกจะคงที่จนถึงอายุประมาณ 40 ปี หลังจากนั้นจะค่อยๆ ลดลงเฉลี่ยปีละ 0.5-1% การลดลงมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น อาหารที่กิน การออกกำลังกาย หรือแม้แต่การมีโรคบางอย่าง การใช้ยาบางชนิด และที่สำคัญในผู้หญิงคือการเข้าสู่วัยหมดระดู
ผู้หญิงส่วนใหญ่ จะเข้าสู่ภาวะหมดระดูในช่วงอายุ 48- 52 ปี ซึ่งร่างกายจะเริ่มขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนอันมีหน้าที่ส่งเสริมการสร้างมวลกระดูกและป้องกันการสลายของมวลกระดูก เมื่อขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนมวลกระดูกจะเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะการสลายมีมากกว่าการสร้าง โดยใน 5 ปีแรกเมื่อหมดประจำเดือน มวลกระดูกสามารถลดลงได้เร็วถึง 3-5 % กระดูกส่วนใหญ่ที่สลายจะเป็นกระดูกชนิดที่มีส่วนของกระดูกฟองน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก เช่น กระดูกสันหลัง กระดูกต้นขาและกระดูกปลายแขน หากไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและให้การป้องกัน อาจรู้ตัวเมื่อกระดูกพรุนและหักแล้ว
วัยทองหลีกเลี่ยงโรคกระดูกพรุนอย่างไร?
ผู้หญิงทุกคนควรเรียนรู้ที่จะดูแลตนเองตั้งแต่เข้าใกล้วัยหมดระดู ก่อนเกิดภาวะกระดูกบาง และหากประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ควรเข้ารับการตรวจฮอร์โมน ตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก และเนื่องจากฮอร์โมนเพศมีผลกระทบต่อฮอร์โมนชนิดอื่นๆ ที่ควบคุมความเสื่อมและความแก่ชราด้วย จึงควรตรวจฮอร์โมนเพศและฮอร์โมนชนิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อป้องกันความเสื่อมของร่างกายโดยรวม และการมีสุขภาพที่ดีอย่างยาวนาน
หากพบว่า มวลกระดูกเริ่มลดลงหรือมีภาวะกระดูกบางหรือพรุน การใช้ฮอร์โมนทดแทนในรายที่ไม่มีข้อห้าม มีอายุอยู่ในช่วงวัยที่จะได้ประโยชน์จากฮอร์โมน และไม่มีปัญหาเรื่องหลอดเลือดเสื่อมสภาพในร่างกาย โดยเฉพาะตะกรันเกาะหลอดเลือด ก็พึงได้รับฮอร์โมนทดแทน
หญิงวัยทองจะได้ประโยชน์จากฮอร์โมนในทุกๆ ด้าน ซึ่งประโยชน์หลักๆ คือ ความแข็งแรงของกระดูก ลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคเบาหวาน คุณภาพการนอนจะดีขึ้น ภาวะทางอารมณ์ดี ลดความวิตกกังวลและซึมเศร้า ความแข็งแรงและความชุ่มชื้นของผิวดีขึ้น ส่งผลริ้วรอยจางลง และไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์อย่างผู้เชี่ยวชาญ หากพบความเสี่ยง
วัยไหนก็เป็นได้! “วัยทอง” สัญญาณ-พฤติกรรมเสี่ยงทั้งชายและหญิง
นอกจากฮอร์โมนทดแทน หญิงวัยทองยังควรได้รับสารอาหารสำคัญที่จำเป็น
- แคลเซียม ควรบริโภคให้ได้ 1000 mg ต่อวัน แหล่งที่ดีที่สุดคือจากอาหารธรรมชาติ เช่น นมพร่องมันเนย ปลาเล็กๆ กุ้งเล็กๆ ที่รับประทานได้ทั้งตัว ผักใบเขียวเข้ม งา หากรับประทานไม่เพียงพอควรรับประทานแคลเซียมเสริม โดยเลือกชนิดที่เป็นแคลเซียมจากผลิตผลทางธรรมชาติ เช่น ข้าวโพด เกล็ดปลา ซึ่งการดูดซึมจะดีกว่าแคลเซียมสังเคราะห์มาก นอกจากแคลเซียมแล้ว เกลือแร่อื่นๆ ที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของเนื้อกระดูก ได้แก่ แมกนีเซียม โบรอน สตรอนเชียม สังกะสี แมงกานีส ก็ควรรับประทานเสริมในปริมาณพอเหมาะด้วย หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาแพทย์
- วิตามินดี ผู้หญิงทุกคนควรมีระดับวิตามินดีไม่ต่ำกว่า 30 ug/ml เพื่อช่วยในการดูดซึมแคลเซียมจากทางเดินอาหาร ควบคุมกระบวนการ (ที่อาศัยวิตามินเค 2) นำแคลเซียมเข้าสู่กระดูก ส่งเสริมการตอบสนองต่ออินซูลินจากตับอ่อน ส่งเสริมเซลล์ในระบบภูมิต้านทาน ที่สำคัญคือเกือบทุกเนื้อเยื่อในร่างกายต้องการวิตามินดีที่จะช่วยป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังทุกชนิดรวมทั้งโรคมะเร็งเกือบทุกชนิด ปกติผิวหนังของคนเราสามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้ดีจากแสงแดดในช่วงเวลา เช้าหรือเย็น 20-30 นาที จะทำให้วิตามินดีออกฤทธิ์ได้มากขึ้น (ควรหลีกเลี่ยงอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานช่วงแสงแดดจัดระวังฮีทสโตรก)
- วิตามินเค 2 มีความสำคัญต่อการทำงานของโปรตีน Osteocalcin ซึ่งสร้างจากเซลล์สร้างกระดูกภายใต้การส่งเสริมของฮอร์โมนเอสโตรเจน วิตามินเค 2 ทำหน้าที่ในการเอาแคลเซียมไปไว้ที่กระดูกและฟัน ช่วยป้องกันการเกาะของหินปูนหรือแคลเซียมตามเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย และวิตามินเค 2 ยังช่วยป้องกันการตกตะกอนของแคลเซียมในระบบทางเดินปัสสาวะ จึงมีบทบาทในการป้องกันการเกิดนิ่วในไตด้วย
ทั้งนี้การรักษาโรคกระดูกพรุนจะได้ผลมากกว่าในระยะเนิ่นๆ แต่การป้องกันไม่ให้เกิดย่อมดีกว่า เพราะปัจจุบัน ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ และโรคกระดูกพรุนคือภัยเงียบที่ป้องกันได้ หากผู้หญิงทุกคนใส่ใจในการดูแลสุขภาพ
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท
ไขความลับ “แคลเซียม” ชะลอโรคกระดูกพรุนหากกินมากเกินไปอาจก่อโรคได้