“โรครองช้ำ” หลายคนมองข้ามการรักษาปล่อยทิ้งไว้อาจเจ็บเรื้อรัง
โรครองช้ำ ปัญหาจากการใช้งานเท้าหนักไม่ว่าจะจากไลฟ์สไตล์ออกกำลังกายหรือการเลือกรองเท้าผิด หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาอาจเจ็บเรื้อรังได้ เจ็บแบบไหนเตือนโรค?
โรครองช้ำ (Plantar Fasciitis) โรคที่เกิดจากการอักเสบบริเวณพังผืดใต้ฝ่าเท้า ส่วนใหญ่มักเป็นบริเวณที่พังผืดยึดกับกระดูกส้นเท้า ซึ่งเกิดจากการใช้ชีวิตและไลฟ์สไตล์เป็นหนัก อาทิ การใช้งานมากจนร่างกายรับไม่ไหวเช่น การฝึกวิ่งที่หักโหมจนเกินไป หรือการวิ่งในระยะทางที่ไกลเกินไป การวิ่งกระแทกส้นการวิ่งบนพื้นแข็งหรือใช้รองเท้าที่พื้นบางเกินไป รวมถึงน้ำหนักตัวที่มากเกินไป ที่คนอ้วนมีโอกาสเกิดโรคนี้ได้มากกว่า เนื่องจากแรงกระแทกจะมีการแปรผันตามน้ำหนักตัวที่ลงไปบนส้นเท้า
แน่นอนว่าโครงสร้างร่างกายผิดปกติ เช่น อุ้งเท้าสูง เท้าแบนและคว่ำ หรือส้นเท้าบิดออกด้านนอกก็มีความเสี่ยงเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน
อาการโรครองช้ำ
- ปวดเวลาเดินลงน้ำหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรก ๆ ของการลงน้ำหนัก เช่น ตื่นนอนตอนเช้าหรือหลังจากการนั่งนาน ๆ อาการปวดจะมีมากในช่วงแรกของการวิ่ง เมื่อวิ่งไปได้ระยะหนึ่ง อาการปวดจะค่อย ๆ ดีขึ้น แต่จะกลับมาปวดอีกครั้งเมื่อหยุดวิ่ง เมื่อเป็นมาก ๆ จะมีอาการปวดตลอดเวลา
- กดเจ็บบริเวณกึ่งกลางของกระดูกส้นเท้าร่วม
- หากคลำที่กระดูกบริเวณนั้นจะพบว่ามีความนูนมากกว่าปกติ หรือในผู้ป่วยบางคนอาจมีเนื้อส้นเท้าบริเวณนั้นบางกว่าคนปกติ
รักษาโรครองช้ำโดยยึดหลัก 3 ลด ได้แก่
- ลดการใช้
- ลดการอักเสบ
- ลดแรงกระแทกที่ส้นเท้า
“รองเท้าส้นสูง” สวมไม่พัก อาจเสี่ยงกระดูกเท้าผิดรูป
วิธีป้องกันและลดปัจจัยการเกินรองช้ำ
- เลือกรองเท้าที่มีเจลรับแรงกระแทกบริเวณส้นเท้าเป็นพิเศษหรือเจาะรูที่พื้นรองเท้าให้เป็นวงกลมเพื่อไม่ให้เกิดแรงกดทับบริเวณที่อักเสบ
- หากมีรูปเท้าที่ผิดปกติควรเลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับรูปร่างของเท้า ให้ความสำคัญกับพื้นรองเท้า ต้องมีความหนานุ่มเพียงพอ เพื่อช่วยพยุงและรองรับฝ่าเท้าได้ดี
- ปรับท่าวิ่งให้ก้าวสั้นลงและพยายามเปลี่ยนมาลงน้ำหนักให้เต็มฝ่าเท้าอย่างนุ่มนวล
- หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าบนพื้นแข็ง
- บริหารด้วยการยืดพังผืดฝ่าเท้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้พังผืดเกิดความยืดหยุ่น จะสามารถช่วยลดแรงกระชากบริเวณจุดเกาะที่กระดูกส้นเท้า ส่วนในรายที่พังผืดตึงมาก ๆ ให้แช่เท้าในน้ำอุ่นก่อนทำการยืดประมาณ 15 – 20 นาที เพื่อให้พังผืดอ่อนตัว และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น จะช่วยลดอาการเจ็บขณะบริหาร
- ลดน้ำหนักตัว หากน้ำหนักตัวยังคงมากอยู่ ควรเปลี่ยนไปออกกำลังชนิดอื่นที่ไม่มีการกระแทกบริเวณส้นเท้า เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน
- เมื่อกลับไปวิ่ง ควรเพิ่มระยะอย่างค่อยเป็นค่อยไป เริ่มต้นวิ่งบนพื้นที่นุ่ม ๆ ก่อน และหากมีอาการเจ็บควรหยุดวิ่งทันทีอย่าฝืน
หลายคนมองว่าโรครองช้ำเป็นเรื่องเล็กน้อยและสามารถรักษาให้หายขาดได้ไม่ยาก จนทำให้เกิดการรักษาด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็น การซื้อยามากินเอง ไปฝังเข็มเพื่อรักษา รวมถึงการนวดแผนโบราณซึ่งวิธีดังกล่าวยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าสามารถรักษาโรครองช้ำได้ ดังนั้น หากมีอาการของโรครองช้ำควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา เพราะโรคนี้ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ให้เกิดอาการเจ็บเรื้อรัง เพราะจะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพ และ โรงพยาบาลสมิติเวช
4 สูตร “แก้เท้าเหม็น” ลดปัจจัยเสี่ยงหมดปัญหาเรื่องกลิ่นกวนใจ
อย่าละเลย "ปวดเท้า" เช็กสัญญาณเตือน อาการแบบไหนเสี่ยงโรคอะไร