กินน้อยแต่ทำไมน้ำหนักไม่ลงสักที? ใครบ้างควรปรึกษาแพทย์เรื่องลดน้ำหนัก?
ทำไมลดน้ำหนักเท่าไหร่ก็ไม่ลงซักที ลองสารพัดวิธีทั้งอดอาหาร ควบคุมอาหาร จำกัดแคลลอรี่ จำกัดเวลาทานอาหารแบบ IF หรือแม้แต่การทานอาหารแบบคีโตเจนิค ในขณะที่คนอื่นใช้วิธีเดียวกัน...แต่น้ำหนักกลับลด!
ภาวะโรคอ้วน เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย และนำไปสู่ความเสี่ยงโรคต่าง ๆ ได้ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน หรือข้อเสื่อม เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีประชากรโลกกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ หรือกว่า 2 พันล้านคนทั่วโลกปี 2559 พบว่า ไทยมีประชากรที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานหรืออ้วนมากถึง 32.2 % ซึ่งนับเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน ถ้าหากคำนวณจากประชากรทั้งประเทศที่มีอยู่ประมาณ 60 ล้านคน ประเทศไทยจะมีคนอ้วนถึง 19 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 เลยทีเดียว
ทานน้อยแต่ทำไมยังอ้วน...นี่คือสาเหตุของภาวะอ้วนที่พบบ่อย
เชื่อว่าสิ่งนี้คือคำถามที่หลาย ๆ คนอยากทราบ เพราะโดยส่วนใหญ่จะมองว่าความอ้วนเกิดจากการทานอาหารที่มากเกินความต้องการของร่างกาย แต่ในความเป็นจริงแล้วโรคอ้วนเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งที่พบบ่อย ได้แก่
- ร่างกายสะสมอยู่ในรูปของเซลล์ไขมัน จากการกินอาหารไขมันสูง
- พฤติกรรมเนือยนิ่ง เช่น การนั่งทำงานเป็นเวลานาน การขับรถแทนการเดิน การไม่ออกกำลังกาย เป็นต้น
- การรับประทานอาหารไม่ถูกต้อง เช่น การรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำเชื่อมฟรุคโตสสูง high-fructose corn syrup ซี่งมักพบในเครื่องดื่มที่มีรสหวาน โซดา ลูกอม ไอศกรีม ครีมเทียม โยเกิร์ต น้ำผลไม้
- การใช้ยาบางชนิด ทำให้มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ หรือยาต้านซึมเศร้าบางชนิด
- กรรมพันธุ์
- การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย เช่น การทำงานของต่อมไทรอยด์ลดลง จะลดการเผาผลาญในร่างกาย การเข้าสู่ภาวะวัยทอง การมีภาวะต่อมหมวกไตล้า ฮอร์โมนเพศต่ำ หรือการมีภาวะดื้ออินซูลิน ภาวะฮอร์โมนคอร์ติซอลไม่สมดุล โกรทฮอร์โมนลดลง ซึ่งมีผลต่อการสร้างกล้ามเนื้อ เป็นต้น
เมื่อการดูแลควบคุมลดน้ำหนักด้วยตนเองไม่สามารถลดน้ำหนักได้ นั่นแปลว่าการลดน้ำหนัก ไม่ใช่ (แค่)การลดน้ำหนักที่จะทำแบบใดก็ได้อีกต่อไป แต่ต้องลงลึกในรายละเอียดที่มากกว่า ดังนั้นการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและการตรวจเฉพาะทางที่เกี่ยวข้องย่อมเป็นทางเลือกที่ดี เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุของน้ำหนักส่วนเกิน และอุปสรรคที่ทำให้ลดน้ำหนักด้วยตนเองไม่ประสบผลสำเร็จ สำหรับการประเมินเมื่อมีปัญหาน้ำหนักเกิน แพทย์จะพิจารณาดังนี้
- การพิจารณาประวัติอย่างละเอียด ได้แก่ โรคประจำตัว การใช้ยา กิจวัตรประจำวัน ลักษณะการใช้ชีวิต การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย
- บันทึกส่วนสูง น้ำหนัก คำนวณค่า BMI (ค่าดัชนีมวลกาย BMI สามารถคำนวณได้โดยใช้น้ำหนักตัว (หน่วยเป็นกิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูงยกกำลังสอง (หน่วยเป็นเมตร) หรือ BMI = น้ำหนักตัว (กก.) / ส่วนสูง (ม.2)
- วัดเส้นรอบเอว และวัด Body composition เพื่อดูปริมาณไขมัน และกล้ามเนื้อในแต่ละส่วนของร่างกาย เนื่องจากในกลุ่มที่มีมวลกล้ามเนื้อมาก อาจทำให้การแปลผล BMI เกิดการคลาดเคลื่อนได้
- อาจมีการตรวจเพิ่มเติมที่เหมาะสมในแต่ละบุคคล เช่น การตรวจวัดระดับฮอร์โมน วิตามิน การอักเสบในเส้นเลือด การตรวจขบวนการเผาผลาญอาหารแต่ละชนิดในร่างกาย หรือการตรวจลักษณะทางพันธุกรรม เพื่อใช้ในการวางแผนการรับประทาน ชนิดของการออกกำลังกายที่เหมาะสม เพื่อให้เห็นผลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
อ้วนเสี่ยงเซ็กซ์เสื่อม! ปัญหาคุณผู้ชายที่รักษาได้หากเข้าใจ
ใครบ้างที่ควรเข้ารับคำปรึกษาเพื่อลดน้ำหนัก
- ผู้ที่มีน้ำหนักเพิ่มมากกว่าปกติ หรือ BMI มากกว่า 25
- ผู้ที่พยายามลดน้ำหนักด้วยตนเองแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ
- ผู้ที่มีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น บวมง่าย อ่อนเพลีย นอนหลับไม่สนิท เหนื่อยง่าย หิวบ่อย สร้างกล้ามเนื้อไม่ขี้น เป็นต้น
- ผู้ที่ต้องการทราบ ชนิดของอาหาร และการออกกำลังกายที่เหมาะสมของตัวเอง โดยมีทีมแพทย์เป็นผู้ช่วยเหลือแนะนำการปฏิบัติตน
แนวทางในการรักษาเพื่อการลดน้ำหนัก
แพทย์จะนำผลการตรวจที่ได้ทั้งหมด ประเมินสร้างแนวทางการรักษาแบบเฉพาะบุคคล เช่น กลุ่มที่ต้องการลดน้ำหนัก กลุ่มที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อ กำหนดแนวทางการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล เช่น กลุ่มที่มีปัญหาลดน้ำหนักไม่ลงจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนแต่ละชนิด ก็จะมีการรักษาที่ต่างกันไป
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท