นวัตกรรมลดความอ้วน “กลืนบอลลูน” ลดได้ไม่ต้องผ่าตัด เหมาะกับใครบ้าง?
เราอาจจะรู้จักการลคความอ้วนทางการแพทย์มาอย่างหลากหลาย และที่รู้จักกันในวงกว้างคือการผ่าตัดกระเพาะ วันนี้ขอนำเสนอความรู้การลดความอ้วนด้วยการกลืนบอลลูน“Gastric Balloon” ที่ไม่ต้องผ่าตัด เวลาพักฟื้นน้อย ได้ผลลัพธ์ที่ดี เช็กเลยใครบ้างเหมาะสม ใครบ้างควรเลี่ยง
ปัจจุบันมีนวัตกรรมที่เรียกว่า “Gastric Balloon” หรือที่รู้จันว่าการกลืนบอลลูนเพื่อช่วยควบคุมการบริโภคอาหารตามขีดจำกัดของพื้นที่ในกระเพาะอาหาร เหมาะสำหรับคนที่มีภาวะน้ำหนักเกิน ค่า BMI เกิน 27 และมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น การนอนกรน การหยุดหายใจขณะหลับ อาการปวดเข่า เข่าเสื่อม โรคเบาหวาน โดยแพทย์จะนำบอลลูน ซึ่งทำจากซิลิโคนเข้าไปวางไว้ในกระเพาะอาหารด้วยวิธีส่องกล้อง ทั้งนี้ขั้นตอนเหมือนการส่องกล้องกระเพาะอาหารทั่วไป แต่ต้องให้ยานอนหลับขณะทำหัตถการ
โดยแพทย์จะส่องกล้องใส่บอลลูนที่เป็นซิลิโคนเข้าไปในกระเพาะอาหาร หลังจากนั้นจะใส่น้ำที่ผสมกับสารสีฟ้า (Methylene Blue) เพื่อขยายบอลลูนให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งในแต่ละรายต้องคำนวณปริมาณสารน้ำอย่างเหมาะสม
แพทย์สามารถปรับขนาดเพิ่มหรือลดได้ตามความต้องการในภายหลัง หลังทำเสร็จนอนพักฟื้นเพียง 1 คืนก็กลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยส่วนใหญ่ระยะเวลาที่จะใส่บอลลูนค้างไว้ในกระเพาะอาหารใช้เวลาประมาณ 6 -12 เดือน เมื่อกลับไปใช้ชีวิตประจำวัน ตัวบอลลูนจะเข้าไปแทนที่พื้นที่ในกระเพาะอาหาร การรับประทานอาหารได้น้อยลงตามขีดจำกัดของพื้นที่กระเพาะอาหารที่ยังว่างอยู่ ทำให้คนไข้รู้สึกอิ่มไว และรับประทานอาหารได้น้อยลง เมื่อปริมาณอาหารที่บริโภคต่อวันลดลง น้ำหนักตัวจึงค่อยๆ ลดตามไปด้วย ซึ่งแพทย์จะทำนัดตรวจติดตามและมีคำแนะนำในการปฏิบัติตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยน้ำหนักตัวจะลดลง 15-20 กิโลกรัม ภายใน 1 ปี
การทำบอลลูนไม่ได้เหมาะกับทุกคน
แม้ว่าคุณจะเข้าข่ายของผู้ป่วยโรคอ้วน แต่การลดน้ำหนักด้วยวิธี Gastric Balloon ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้ หากคุณอยู่ในกลุ่มเหล่านี้ แพทย์จะไม่แนะนำให้ลดน้ำหนักด้วยวิธีใส่บอลลูน เนื่องจากอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนและผลข้างเคียงตามมา
- คุณแม่กำลังตั้งครรภ์
- อยู่ในระหว่างให้นมบุตรหรือวางแผนที่จะตั้งครรภ์
- ผู้ที่มีอาการแพ้ซิลิโคน
- ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนไม่สามารถเลิกได้
- มีโรคในระบบทางเดินอาหาร
- มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคหัวใจ
- มีโรคปอดที่มีภาวะรุนแรงและยังควบคุมไม่ได้
- ผู้ป่วยโรคจิตเวชที่ยังไม่ได้รับการรักษา
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ต้องรักษาด้วยกลุ่มยาต้านเกล็ดเลือด ยาละลายลิ่มเลือด และยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่ สเตียรอยด์
ผลข้างเคียงหลังใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร
- ในช่วง 1-3 วันแรก คนไข้อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน แน่นท้อง ท้องอืด เบื่ออาหาร และรู้สึกอิ่มตลอดเวลา
- รับประทานอาหารได้น้อยลง เพราะตัวบอลลูนช่วยให้ความอยากอาหารลดลง
- ไม่ควรออกกำลังกายหนักๆ แต่สามารถออกกำลังกายแบบเบาๆ ได้
อ้วนเสี่ยงเซ็กซ์เสื่อม! ปัญหาคุณผู้ชายที่รักษาได้หากเข้าใจ
การปฏิบัติตัวหลังใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร
- แนะนำให้พบแพทย์ หลังเข้ารับการรักษา 1 สัปดาห์ เพื่อติดตามผลการรักษา และควรพบแพทย์ทุก 4-6 เดือน ในกรณีที่น้ำหนักยังไม่ลดเป็นที่พอใจ แพทย์สามารถแนะนำให้เพิ่มขนาดบอลลูนได้อีก 100-200 CC
- บอลลูน สามารถเกิดการรั่วซึมได้ ดังนั้นจึงต้องคอยสังเกตสีของปัสสาวะอยู่เสมอ
- ควบคุมอาหาร เพื่อให้การลดน้ำหนักได้ผลมากยิ่งขึ้น
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะจะช่วยให้น้ำหนักลดลงได้อย่างรวดเร็ว
การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร สามารถช่วยให้น้ำหนักลดลงได้ แต่ต้องมีการควบคุมการรับประทานอาหารและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การลดน้ำหนักมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามแม้นวัตกรรมทางการแพทย์จะก้าวล้ำแค่ไหนแต่การลดความอ้วนที่ได้ผลที่สุด คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ให้ความสำคัญในการทานอาหารที่เหมาะสมและออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องคือทางออกที่ดีที่สุดนะคะ
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเปาโล และ โรงพยาบาลพญาไท
อ้วนแล้วปวดเข่า สัญญาณข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย น้ำหนักเกินเสี่ยง 9 เท่า
“ผงชูรส” เครื่องปรุงโซเดียมสูง กินเยอะอาจเสี่ยงโรคอ้วน ดื้ออินซูลิน