เตือน! 5 โรคร้ายของวัยทองต้องระวัง ก่อนสุขภาพจิตพังสุขภาพแย่
สตรีวัยทอง มักประสบกับปัญหาสุขภาพที่คืบคลานเข้ามาในชีวิตเสมือนภัยเงียบมากกว่าผู้ชายที่อายุเท่ากัน เพราะนอกจากต้องประสบกับปัญหาด้านอารมณ์แล้วฮอร์โมนความสมดุลเพศที่ช่วยควบคุมปรับสมดุลร่างกายก็ลดน้อยลงด้วย ทำให้เสี่ยงทั้งเบาหวาน ความดัน หลอดเลือดในสมอง กระดูนพรุนสมองเสื่อม เป็นต้น ซึ่งหากทำความเข้าใจกับโรคและ รู้จักการป้องกันเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที อาจช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา หรือบางรายอาจหายสนิทก็ได้
“สตรีวัยทอง” หรือสตรีวัยหมดประจำเดือน หรือวัยหมดระดู หมายถึง สตรีในวัย 40 – 59 ปี ที่มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงเนื่องจากรังไข่หยุดทำงาน และมีโอกาสเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพได้ง่าย เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคกระดูกพรุน โรคเบาหวาน สมองเสื่อม เป็นต้น
การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาตามมา แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ
- ระยะก่อนหมดประจำเดือน ระยะเริ่มที่ทำให้สตรีมีประจำเดือนมาผิดปกติ ร่วมกับมีอาการทางร่างกาย เช่น ร้อนวูบวาบ มึนศีรษะ อ่อนเพลีย อารมณ์จะแปรปรวน ซึ่งระยะนี้จะเกิดประมาณ 2-3 ปี
- ระยะหมดประจำเดือน (menopause) เป็นระยะที่เริ่มตั้งแต่การหมดประจำเดือนมาแล้วเป็นเวลา 1 ปี
- ระยะหลังหมดประจำเดือน (postmenopause) เริ่มตั้งแต่หลังหมดประจำเดือนมาแล้ว 1 ปี ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ ช่องคลอดตีบแคบ กระดูกพรุน และเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคต่างๆได้ง่าย
รู้หรือไม่ ? นอกจากวัยทองเสี่ยงความเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์และฮอร์โมนสูงเสี่ยงอารมณ์แปรปรวนง่ายทำให้วีนเหวี่ยงไม่รู้ตัว อาการร้อนวูบวาบ เลือดลมไม่ดี หญิงวัยทองยังเสี่ยงโรคร้ายอีกสารพัด
5 โรคร้ายที่คน(ใกล้)วัยทองต้องใส่ใจ
เบาหวาน
โรคยอดฮิตในหมู่คุณแม่ผู้รักการรับประทานและไม่มีเวลาออกกำลังกาย เป็นโรคที่ไม่แสดงอาการแน่ชัดจนกว่าจะไปตรวจสุขภาพ แล้วพบว่ามีค่าน้ำตาลในเลือดสูงเกินปกติ ทั้งนี้ผู้เป็นเบาหวานส่วนใหญ่มักตรวจพบโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาด้วย เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิต ไขมันในเส้นเลือด และโรคไต ดังนั้นหากมีปัจจัยเสี่ยง เช่น อ้วนลงพุง หรือมีกรรมพันธุ์เป็น
อาการต้องสงสัยโรคเบาหวาน
- ปัสสาวะมาก และบ่อยครั้ง โดยเฉพาะตอนกลางคืน
- คอแห้ง กระหายน้ำ
- น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน
- อ่อนเพลีย
- มีแผลติดเชื้อที่ผิวหนังบ่อยๆ และหายช้า
- สายตาพร่ามัว
- อาการคันที่อวัยวะเพศ หรือมีอาการตกขาว
- ชาปลายมือ ปลายเท้า
- หมดความรู้สึกทางเพศ
โรคความดันโลหิตสูง
ผู้ที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงก็ต่อเมื่อมีความดันโลหิต (ตัวบน / ตัวล่าง) มากกว่าหรือเท่ากับ 140/90 มิลลิเมตรปรอท (mmHg) ตลอดเวลา แม้ในระยะพักผ่อนปกติ
จากข้อมูลงานวิจัยใหม่ๆ พบว่าความดันโลหิตที่สูงขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย เป็นความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดต่างๆ เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งการตรวจวัดความดันโลหิตหากพบว่าความดันสูงผิดปกติ ควรทำการตรวจหลายๆ ครั้ง โดยกำหนดเวลาการตรวจให้ตรงกันทุกวัน เพื่อยืนยันว่าค่าความดันโลหิตปกติในชีวิตประจำวัน ที่ถูกต้อง หากพบว่าค่าเฉลี่ยค่อนข้างสูงควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษา เนื่องจากโรคความดันโลหิตสูงถือเป็นภัยเงียบที่ผู้ป่วยมักไม่มีอาการใดๆ เลย แต่อวัยวะภายในต่างๆ เสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ จนกระทั่งอวัยวะถูกทำลายไปมากแล้ว หรือเริ่มมีอาการแสดง เช่น
- เจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจ
- อัมพฤกษ์จากโรคหลอดเลือดสมอง
- ตัวบวมปัสสาวะออกน้อยจากโรคไตวาย ฯลฯ ซึ่งเป็นภาวะที่ยากจะฟื้นฟูอวัยวะเหล่านั้น ให้กลับมาเป็นปกติได้อีก
โรคกระดูกพรุน ปกติร่างกายจะมีการสร้างกระดูกใหม่และสลายกระดูกเก่าอยู่ตลอดเวลา โดยในวัยเด็กและวัยรุ่นการสร้างกระดูกจะเกิดขึ้นมากกว่าสลายกระดูก จากการศึกษาในประเทศไทยพบความหนาแน่นของเนื้อเยื่อกระดูกของสตรีไทยจะสูงสุดที่อายุ 30-34 ปี ความหนาแน่นของเนื้อกระดูกจะลดลงอย่างช้าๆ ประมาณร้อยละ 0.3 - 0.5 ต่อปี หลังอายุ 35 ปี เนื่องจากการสลายกระดูกในลักษณะนี้จะเป็นอยู่ประมาณ 5-10 ปี กระดูกจึงอาจบางลงจนเกิดกระดูกพรุนได้ในวัยนี้ หากไม่มีการป้องกันใดๆ เพราะฮอร์โมนเพศหญิง การหมดประจำเดือนเร็ว หรือวัยหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ซึ่งจะทำให้กระดูกบางหรือพรุนได้ และมีโอกาสเกิดกระดูกสันหลังยุบตัวจนหลังโก่งอาจทำให้กระดูกหักได้แม้เพียงได้รับบาดเจ็บเล็กน้อาการพบบ่อย
สัญญาณโรคกระดูกพรุน
โรคกระดูกพรุน ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ กว่าจะรู้ว่าเป็นโรคกระดูกพรุนก็ต่อเมื่อกระดูกหักเสียแล้วแม้เป็นอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆ มักจะมี 2 ระยะคือ
- ระยะเริ่มต้นที่มวลกระดูกเริ่มลดลงเรื่อยๆ ผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการอะไรเลย ส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นในผู้หญิงที่เริ่มหมดประจำเดือน และมีปัจจัยเสี่ยง ช่วงนี้สามารถตรวจสอบได้จากการวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกเท่านั้น
- ในระยะที่กระดูกพรุนชนิดรุนแรง คือ มีกระดูกโปร่งบางมาก ร่วมกับมีกระดูกสันหลังหักยุบ หรือการเกิดกระดูกสะโพกหัก ซึ่งผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดหลัง หลังโก่งค่อม และสังเกตได้ว่าส่วนสูงของผู้ป่วยลดลงในบางครั้งอาการปวดหลังอาจจะร้าวมาที่บริเวณหน้าอก หลังโก่ง ทานข้าวได้น้อยลง อืดท้องแน่นท้อง มักจะพบได้ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป บางครั้งอาจเกิด กระดูกหักที่ตำแหน่งบริเวณข้อมือ กระดูกหักง่าย ปวดเมื่อยตามร่างกายอยู่
เทคนิคต้านความแก่บอกลาอาการวีนแตก-วัยทองในผู้หญิง
โรคหลอดเลือดสมอง
หากมีอาการแขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ชาครึ่งซีก ปากเบี้ยว กลืนลำบาก พูดไม่ออก ฟัง ไม่เข้าใจภาษา เห็นภาพซ้อน เดินเซ ตามัว ทรงตัวไม่ได้ ปวดศีรษะอย่างรุนแรงแบบไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเป็นแบบปัจจุบันทันด่วน เป็นในทันทีทันใด ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณอันตรายของโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเกิดจากภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองลดลง เกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อสมอง ทำให้การทำงานของสมองเกิดความผิดปกติหรือสูญเสียไป ปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสให้เป็นโรคหลอดเลือดสมองมากขึ้น ได้แก่
- ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้ คือ อายุ เพศ พันธุกรรม
- ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้ ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ รวมถึงผู้ที่สูบบุหรี่และ ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
โรคสมองเสื่อม
สมองเสื่อมในผู้สูงวัย เกิดจากความผิดปกติในการทำงานของสมองหลายๆ ด้านแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้มีการเสื่อมของระบบความจำ ความเข้าใจเหตุผล การคิดวิเคราะห์ และการควบคุมตนเอง สาเหตุของโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุที่พบบ่อยที่สุด คือ โรคอัลไซเมอร์ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้น การดูแลทางการแพทย์ จึงต้องเน้นการปรับสภาพแวดล้อมของผู้ป่วยให้มีความปลอดภัย รวมถึงช่วยเหลือญาติหรือผู้ดูแลในการรับมือกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้ป่วย
อาการเตือนโรคสมองเสื่อม
- ถามซ้ำแล้วซ้ำอีก หลงลืมเรื่องราวหรือเหตุการณ์ใหม่ๆ ในขณะที่เรื่องเก่าๆ ยังจำได้ดี
- ไม่สามารถทำสิ่งต่างๆ เป็นขั้นตอนได้อย่างถูกต้อง เช่น ลืมขั้นตอนจ่ายเงินเมื่อไปธนาคาร หรือขับรถ
- มีความยากลำบากในการทำงาน หรือทำกิจกรรมที่คุ้นเคย ไม่ว่าที่บ้าน หรือที่ทำงาน
- สับสนเรื่องบุคคล วัน เวลา หรือสถานที่
- ไม่ค่อยเข้าใจในภาพที่มองเห็น และเชื่อมโยงการมองกับการตัดสินใจได้ไม่ดี เช่น กะระยะห่างยากขึ้น วางของบนโต๊ะ แต่มักปล่อยลงก่อนถึงโต๊ะ นึกชื่อสิ่งของที่เห็นไม่ออก หลงทาง หรือเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์บ่อยๆ
- รู้สึกมีปัญหาในการใช้คำที่เหมาะสมในการพูดหรือเขียน เช่น มักจะหยุดระหว่างกำลังสนทนาและไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรต่อ หรืออาจพูดคำหรือประโยคเดิมซ้ำๆ
- อารมณ์และบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไป เช่น ดูสับสน วิตกกังวล หวาดกลัว หรือซึมเศร้า
มีปัจจัยเสี่ยงส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ รวมถึงความเครียด ดังนั้นการป้องกันโรคที่ดีขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ชีวิตให้ถูกสุขลักษณะ ควบคุมน้ำหนัก หมั่นออกกำลังกาย งดเหล้าบุหรี่ และทำจิตใจให้สดใส ทั้งนี้ยังควรตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี หรือตามแพทย์สั่ง เพื่อชีวิตที่มีคุณภาพและสุขภาพที่ดีตลอดไปตรวจสุขภาพประจำทุกๆ ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคที่กล่าวมาข้างต้นและหากมีอาการนอนกรนที่มีลักษณะการหยุดหายใจขณะหลับ (sleep apnea) หรือสงสัยภาวะดังกล่าว ควรให้แพทย์เฉพาะทางด้านโรคหูคอจมูกช่วยตรวจยืนยันและวินิจฉัย
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลสมิติเวชและโรงพยาบาลกรุงเทพ
5 สมุนไพรที่วัยทองควรติดบ้าน บำรุงเลือดลมสตรีและประจำเดือนมาไม่ปกติ
4 อาหารคนวัยทอง ป้องกันอาการ “เลือดจะไป ลมจะมา” รักษาสมดุลฮอร์โมน