รักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกัน เผยกลไก-ข้อแตกต่างการใช้ยาเคมีบำบัด(คีโม)
มะเร็งหนึ่งในโรคเรื้อรังที่มีโอกาสรักษาหายขาดได้น้อย แต่การแพทย์ปัจจุบันเองก็ก้าวหน้าไปมากทำให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตเป็นปกติได้มากขึ้น หนึ่งในนั้นคือวิธีการใช้ภูมิคุ้มกันของตัวเองในการรักษา
ผู้ป่วยมะเร็งมากกว่าร้อยละ 50 ของผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งอยู่ในทวีปเอเชีย ซึ่งสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ที่ไม่ได้ตระหนักและให้ความสำคัญเท่าที่ควร จึงทำให้เกิดผู้ป่วยมะเร็งมากขึ้นและมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง อีกทั้งยังพบผู้ที่มีอายุน้อยมากขึ้นด้วย ซึ่งการรักษาโรคมะเร็งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เรามักคุ้นเคยกับการรักษาด้วยการผ่าตัด,ฉายรังสี,การให้ยาเคมีบำบัดหรือยาคีโม,การให้ยาในกลุ่มที่ออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง แต่น้อยคนที่จะรู้ว่ามีอีกหนึ่งการรักษา คือการใช้ภูมิคุ้มตัวเองบำบัด
Magnific/ freepik
รักษามะเร็ง
ภูมิคุ้มกันในร่างกายฆ่าเซลล์มะเร็ง
ปัญหาที่สำคัญของมะเร็งบางชนิดคือ สามารถกดสัญญาณการระดมภูมิคุ้มกันหรือสั่งห้ามไม่ให้ เม็ดเลือดขาว ที่เปรียบเสมือนทหารประจำตัวของร่างกาย เข้ามาทำลายเซลล์มะเร็งได้ เซลลมะเร็งจึงสามารถหลบซ่อน และแพร่กระจายไปอย่างไม่จบสิ้น จึงเป็นที่มาของยามะเร็งที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน
หลักการทำงานของภูมิคุ้นกันบำบัด
เมื่อเซลล์เกิดความผิดปกติจนกลายเป็นมะเร็ง จะมีผิวเซลล์แตกต่างออกไป ซึ่งเม็ดเลือดขาวสามารถแยกแยะได้และคอยฆ่าสิ่งแปลกปลอมก่อนที่จะโตขึ้นมาเป็นก้อน แต่หากเซลล์มะเร็งแข็งแรงขึ้นหรือภูมิคุ้มกันร่างกายแย่ลง เซลล์มะเร็งจะสามารถพัฒนาตัวเองสร้างสารขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เม็ดเลือดขาวมองเห็นว่ามะเร็งเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงไม่เกิดการทำลายเซลล์มะเร็ง แต่ยาภูมิคุ้มกันบำบัดจะเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพให้เม็ดเลือดขาวสามารถมองเห็นว่าเซลล์มะเร็งเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงสามารถฆ่ามะเร็งได้สำเร็จ
ความแตกต่างยาเคมีบำบัด กับยาภูมิคุ้มกันบำบัด
- ยาเคมีบำบัดออกฤทธิ์ทำลายทั้งเซลล์ปกติและเซลล์มะเร็ง ส่วนยาที่ออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (molecular targeted therapy) เป็นการรักษาเฉพาะแต่ละบุคคล แพทย์จะต้องทำการตรวจว่าคนไข้แต่ละคนเหมาะสมกับยาชนิดใด
- ยาคุ้มกันบำบัด มีกลไกการออกฤทธิ์ ทำให้เม็ดเลือดขาวมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีผลข้างเคียงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด แต่การที่เม็ดเลือดขาวมีความสามารถมากเกินไปบางครั้งอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ผิวเป็นผื่น ลำไส้อักเสบ ท้องเสีย ปอดอักเสบรวมถึงอาจส่งผลกระทบให้ไทรอยด์ทำงานมากหรือน้อยเกินไป หรือน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้ ฯลฯ
นอกจากแพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ยาตามชนิดของมะเร็งแล้ว ระยะของมะเร็งก็มีผลต่อการเลือกใช้ยาเช่นกัน โดยยาออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง และยาภูมิคุ้มกันบำบัดเหมาะสำหรับการใช้รักษามะเร็งระยะ 3-4
มะเร็ง ที่รักษาได้ด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด
- มะเร็งผิวหนังเมลาโนมา
- มะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด
- มะเร็งปอด
- มะเร็งศีรษะและลำคอ
- มะเร็งในกระเพาะปัสสาวะและระบบทางเดินปัสสาวะ
- มะเร็งไต
- มะเร็งตับ
- มะเร็งเต้านมบางชนิด
- มะเร็งกระเพาะอาหารที่ดื้อต่อยาเคมีบำบัด
- มะเร็งลำไส้บางชนิด
การรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัด สามารถใช้ร่วมกับยาชนิดอื่น หรือใช้เดี่ยวๆ ก็ได้ ขึ้นกับอาการของโรคมะเร็ง จากสถิติการรักษาพบว่า ก่อนที่จะมีการค้นพบการรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัด มีอัตราการรอดที่ค่อนข้างสูงกว่า ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังเมลาโนมาระยะ 4 ซึ่งเซลล์มะเร็งกระจายไปยังปอด ตับ และกระดูก ได้รับยาภูมิคุ้มกันบำบัดประมาณ 1 ปีครึ่ง สามารถควบคุมให้โรคสงบ โดยไม่มีผลข้างเคียง และกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกตินับเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพมาก
การตรวจพบมะเร็งยิ่งเร็ว ยิ่งมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นจึงไม่ควรละเลยการตรวจสุขภาพประจำปี รวมถึงการตรวจเพิ่มเติมตามอายุ ซึ่งจะช่วยให้พบความผิดปกติของร่างกาย โดยเฉพาะมะเร็งซึ่งเป็นโรคร้ายแรงที่สามารถรักษาให้หายขาดหากพบในระยะเริ่มต้น ในกรณีที่พบในระยะ 4 หรือระยะลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ ก็ยังสามารถควบคุมให้โรคสงบและผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลสมิติเวช
เตือนข่าวปลอม! แพทย์ย้ำแค่ใช้น้ำมันพืชทาแขน คัดกรองมะเร็งไม่ได้
"พันธุกรรมมะเร็ง" หลีกเลี่ยงได้-แนะวิธีตัดวงจรโรคร้ายสู่รุ่นต่อไป