“ตับอักเสบบี” อันตรายจากเพศสัมพันธ์อันตราย เสี่ยงมะเร็งตับลุกลาม!
รู้หรือไม่ ? ตับอักเสบ ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมทั่วไป และถึงจะดูแลสุขภาพได้ดีแค่ไหน ก็ยังมีโอกาสได้รับเชื้อไวรัสชได้จากการกินอาหารร่วมกัน การสัมผัสกับสิ่งปนเปื้อน โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบบีและซีที่ติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์ได้ ฉะนั้นวาเลนไทน์นี้นับเป็นเทศกาลแห่งความรักที่สุ่มเสี่ยงต่อการระบาดของโรคทางเพศสัมพันธ์ การป้องกันไว้ก่อนแก้ย่อมดีเสมอ
ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B หรือ HBV) คือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ทำให้เกิดปฎิกิริยาต่อระบบภูมิต้านทานของร่างกาย ส่งผลให้ผู้ที่ได้รับเชื้อมีการอักเสบของเซลล์ตับ และทำให้เซลล์ตับถูกทำลายหากติดเชื้อเป็นเวลานานกว่า 6 เดือนก็จะเรียกว่าภาวะตับอักเสบเรื้อรังส่งผลให้เกิดพังผืดที่ตับ จากนั้นก็จะทำให้ตับแข็ง และกลายเป็นมะเร็งตับได้ในที่สุด
มะเร็งตับส่วนใหญ่ ประมาณร้อยละ 90 จะมีประวัติเป็นโรคไวรัสตับอักเสบมาก่อนทั้งสิ้น
Magnific/ freepik
ไวรัสตับอักเสบบี
ไวรัสตับอักเสบบี ติดต่อทางไหน
- จากแม่สู่ลูก เป็นสาเหตุที่พบบ่อยในประเทศไทย การติดต่อนี้จะมีโอกาสสูงที่จะติดเชื้อได้ในระหว่างคลอด จึงควรมีการตรวจเลือดมารดาระหว่างที่ฝากครรภ์ ถ้าพบว่ามารดามีเชื้อนี้อยู่ ควรให้วัคซีนและสารภูมิต้านทาน (อิมมูโนโกลบูลิน) ในทารกตั้งแต่แรกเกิดเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคนี้
- ทางเลือด โดยได้รับเชื้อจากการได้รับเลือดจากผู้ที่เป็นพาหะของโรคนี้ ปัจจุบันพบการติดต่อทางนี้น้อยลง เพราะมีการตรวจเลือดก่อนที่จะนำมาให้ผู้ป่วยเสมอ
- ทางเพศสัมพันธ์ ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับคนที่เป็นโรคนี้ มีโอกาสจะติดโรคได้สูงถึงร้อยละ 30–50
- การใช้อุปกรณ์ที่มีการปนเปื้อนของเลือดร่วมกัน เช่น เข็มฉีดยา มีดโกนหนวด แปรงสีฟัน การสัก เป็นต้น
หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ผู้ป่วยเด็กประมาณ 10% และ ผู้ใหญ่ประมาณ 30-50% จะมีอาการของโรคไวรัสตับอักเสบบี ในระยะเฉียบพลันได้ในช่วง 1-3 เดือนแรก โดยอาการที่มีจะเป็นๆ หายๆ และอาจคล้ายกับอาการเจ็บป่วยอื่นๆ แต่ที่แสดงออกเด่นชัดก็คือ
- เบื่ออาหาร
- มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย
- คลื่นไส้อาเจียน
- มีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง
- ปัสสาวะเหลืองเข้ม
ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าไม่ใช่ผู้ป่วยไวรัสบีเรื้อรังทุกคนต้องการการรักษา จะพิจารณาการรักษาเฉพาะผู้ป่วยที่ยังมีการแบ่งตัวของไวรัสบี ร่วมกับมีการอักเสบของตับ หรือมีโรคตับอยู่ ในบางช่วงของโรคอาจจะตอบสนองต่อการรักษาได้ไม่ดี ดังนั้นแพทย์จะพิจารณารักษาในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้
กาชาดชวนบริจาคโลหิตรับวาเลนไทน์ แบ่งปันความรัก หน่วยบริการทั่วประเทศ
ส่วนการรักษาด้วยยาต้านไวรัส แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าสามารถหยุดยาเมื่อมีข้อบ่งชี้ ตามแนวทางการรักษาปัจจุบัน ในผู้ป่วยบางรายอาจต้องรับประทานยาระยะยาว หรืออาจจะตลอดชีวิต ดังนั้น การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา หากเรามีโอกาสได้ตรวจหาภูมิคุ้มกันแล้วพบว่ายังไม่มีภูมิ การรับวัคซีนก็จะช่วยให้เรามั่นใจและปลอดภัยจากโรคนี้มากขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลสมิติเวช และ โรงพยาบาลเปาโล
อยากเลิกติดหวาน แนะ “ความหวานธรรมชาติ” ช่วยชะลอวัยไม่เป็นเบาหวาน!
6 ความเชื่อเรื่อง “ประจำเดือน” ของสาวๆ ที่อาจเข้าใจผิดมาตลอดชีวิต!