การฉีดน้ำเลี้ยงข้อ รักษาโรคข้อเข่าเสื่อมให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด
โรคข้อเข่าเสื่อม หนึ่งในวิธีการรักษาคือการฉีดน้ำเลี้ยงข้อ เผยวิจัยการเลือกน้ำข้อเข่าทดแทนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด คืนคุณภาพชีวิตไม่ปวดเข่า!
น้ำเลี้ยงข้อ (Synovial fluid) ส่วนประกอบสำคัญอย่างหนึ่งในข้อต่อ (Joints) ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะที่ข้อเข่า แต่ยังพบในข้อไหล่ ข้อเท้า ข้อสะโพก เป็นต้น เพราะลักษณะโครงสร้างของข้อต่อเหล่านี้จะคล้ายกันคือ เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ดังนั้นก็มีโอกาสที่จะเกิดโรคข้อเสื่อมได้เช่นกัน
โดยปกติน้ำเลี้ยงข้อจะมีการสร้างใหม่มาทดแทนด้วยกลไกตามธรรมชาติ แต่เมื่อไรก็ตามที่ข้อต่อ เริ่มมีพยาธิสภาพไม่ดี อันเกิดจากปัจจัยทางอายุการใช้งานข้อ
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับข้อต่อ ฯลฯ ก็จะยิ่งกระตุ้นให้ส่วนประกอบในข้อ รวมถึงน้ำเลี้ยงข้อจะเสียคุณสมบัติไปด้วย ทั้งความหนืดและความยืดหยุ่นที่น้อยลง หรือบางรายที่เป็นมาก น้ำเลี้ยงข้อที่มีคุณภาพคงเหลืออยู่ในปริมาณน้อยมากจะทำให้เกิดอาการเจ็บปวดได้
อาการที่มักพบบ่อยในผู้ป่วย
-
ปวดหรือเสียวในข้อ โดยเฉพาะเวลาเคลื่อนไหว
-
ข้อยึด ฝืดขัด
-
มีเสียงกรอบแกรบในข้อ
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าน้ำเลี้ยงข้อนั้นมีความสำคัญกับข้อต่อเป็นอย่างยิ่ง การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียม จึงถือเป็นการรักษาโรคข้อเสื่อมวิธีหนึ่งที่แพทย์พิจารณาเลือกใช้เนื่องจากน้ำเลี้ยงข้อธรรมชาติ ประกอบด้วยสารสำคัญที่มีชื่อว่า “ไฮยาลูโรนิค เอซิด (HyaluronicAcid)” ซึ่งเป็นสารที่มีลักษณะเป็นสายโซ่ยาวเรียงตัวกัน แต่จะมีน้ำหนักโมเลกุลแตกต่างกันไปตามอวัยวะที่พบ เช่น น้ำตา น้ำเลี้ยงข้อ เป็นต้น
น้ำเลี้ยงข้อเทียมที่จะฉีดเข้าไปทดแทน จึงประกอบไปด้วย ไฮยาลูโรนิค เอซิด
ปัจจุบันน้ำเลี้ยงข้อเทียมมีหลายผลิตภัณฑ์ ซึ่งก็จะมีความแตกต่างกันไป แม้ว่าจะมีความเข้มข้นของไฮยาลูโรนิค เอซิด ที่เท่ากันก็ตาม แต่แพทย์มักจะพิจารณาเลือก โดยคำนึงถึง
น้ำหนักโมเลกุล (Molecular weight) ของไฮยาลูโรนิค เอซิด ซึ่งจะมีผลต่อกลไกการทำงานของน้ำเลี้ยงข้อเทียม
- น้ำหนักโมเลกุลใหญ่ (High molecularweight) จะช่วยหล่อลื่นข้อต่อได้ดี แต่ไม่สามารถซึมผ่านเยื่อที่บุอยู่ภายในข้อได้ เพื่อไปจับกับเซลล์ในเนื้อเยื่อและกระตุ้นการสร้างใหม่ของน้ำเลี้ยงข้อธรรมชาติได้
- น้ำหนักโมเลกุลเล็ก (Low molecularweight) สามารถซึมผ่านเข้าเยื่อที่บุในข้อ และจับกับเซลล์ในเนื้อเยื่อได้บางส่วนเพื่อกระตุ้นการสร้างใหม่ได้ แต่ความหนืดจะต่ำ จึงหล่อลื่นข้อได้ไม่ดีเท่าที่ควร
- น้ำหนักโมเลกุลกลาง (Medium molecularweight; 1-2 ล้านดาลตัน) จะเป็นช่วงน้ำหนักโมเลกุลที่เหมาะสม เพราะประกอบด้วย
แหล่งที่มาของไฮยาลูโรนิค เอซิด
-
สกัดจากสัตว์ปีก (avian source) จากงานวิจัยรายงานว่า มีโอกาสเกิดการแพ้โปรตีนสัตว์ปีกได้
-
สกัดจากกระบวนการหมักเชื้อ(Bio-fermentation source) ซึ่งเป็นกรรมวิธีที่เป็นที่ยอมรับกันมากในปัจจุบัน เพราะมีความปลอดภัยและเกิดการแพ้ต่ำ
-
สกัดและนำไปเชื่อมต่อด้วยสารเคมี(Cross-linked) เพื่อให้สายโซ่ของไฮยาลูโรนิค เอซิดใหญ่ขึ้น
จากงานวิจัยพบว่า ร่างกายอาจสร้างสารมาต่อต้านสารเคมี จนเกิดอาการรุนแรงได้ โดยเฉพาะเมื่อมีการฉีดซ้ำ งานวิจัยทางการแพทย์ เป็นสิ่งสำคัญที่แพทย์และผู้ป่วยจะต้องพิจารณาเพราะเป็นเครื่องมือที่พิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ยานั้นๆ ได้เป็นอย่างดี และเป็นที่ยอมรับกันในระดับสากล
นอกจากนี้ งานวิจัยจะส่งผลถึงข้อบ่งชี้ (Therapeutic Indications) ที่แต่ละผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรองจาก อย. ว่าสามารถใช้ในการรักษาโรคข้อเสื่อม รวมถึงช่วยชะลอการเสื่อมของข้อและสามารถครอบคลุมการใช้ในข้อเสื่อมที่ข้อต่ออื่นๆ นอกเหนือจากข้อเข่าได้ด้วยหรือไม่ การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียมต้องฉีดกี่เข็มฉีดซ้ำได้หรือไม่ อย่างไร ?
การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียมให้เกิดประโยชน์สูงสุดควรฉีดแบบรายสัปดาห์
รวมวิธีรักษา"ข้อเข่าเสื่อม" ทั้งการผ่าตัดและไม่ผ่าตามความรุนแรงของโรค
เพราะจะทำให้มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นให้เซลล์สร้างน้ำเลี้ยงข้อใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและผลการรักษาก็จะอยู่ได้นานถึง 12 เดือน รวมถึงบางผลิตภัณฑ์มีงานวิจัยที่พิสูจน์แล้วว่า การฉีดรายสัปดาห์ให้ครบ 3 เข็ม และกลับมาซ้ำทุก 6 เดือนนอกจากจะทำให้น้ำเลี้ยงข้อสร้างมาทดแทนได้ดีแล้ว ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้าง ซ่อมแซมใหม่ของกระดูกอ่อนผิวข้อได้อีกด้วย โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ยังเป็นไม่มาก ก็จะยิ่งได้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเพราะยังคงมีเซลล์ที่ยังสามารถถูกกระตุ้นให้สร้างซ่อมแซมกระดูกอ่อนเหลืออยู่มาก
ดังนั้นหากพิจารณาเลือกน้ำเลี้ยงข้อเทียมที่มีงานวิจัยรับรองด้านประสิทธิภาพในการทดแทนและกระตุ้นการสร้างใหม่ได้ชัดเจน ก็จะทำให้มั่นใจได้ว่าน้ำเลี้ยงข้อเทียมที่ฉีดเข้าไปนั้นเปรียบเสมือนน้ำเลี้ยงข้อธรรมชาตินั่นเอง
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเปาโล รังสิต
เทคนิคถนอมหัวเข่าไม่ให้เสื่อมง่ายก่อนวัย และพฤติกรรมควรเลี่ยง
สัญญาณ“ข้อเข่าเสื่อม” ระยะแรก และพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ทำข้อเสื่อมไว