“ไขมันพอกตับ” ภัยเงียบที่คนไทย กว่า 30% ป่วยและเสี่ยงโรคตับไม่รู้ตัว!
รู้หรือไม่? คนไทยกว่า 25 – 30% เผชิญกับภาวะไขมันพอกตับโดยไม่รู้ตัว และ 1 ใน 4 จะป่วยเป็นตับอักเสบ ตับแข็ง และมะเร็งตับ เผยสาเหตุ ระยะอันตรายต้องรีบคุมพฤติกรรม!
ตับ อวัยวะขนาดใหญ่อยู่บริเวณชายโครงขวาใต้กระบังลม มีน้าหนักประมาณ 1,200 – 1,500 กรัม มีหน้าที่สำคัญหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการสร้างน้ำดีเป็นสารช่วยย่อยอาหาร สร้างโปรตีน กักเก็บธาตุเหล็ก เปลี่ยนสารอาหารให้เป็นพลังงาน สร้างสารที่ช่วยให้หลอดเลือดแข็งตัว และเป็นส่วนหนึ่งระบบภูมิคุ้มกันที่ช่วยต่อต้านการติดเชื้อด้วยการกำจัดแบคทีเรียและสารพิษออกจากเลือด และแน่นอนหากเกิดความผิดปกติขึ้นกับตับ ร่างกายก็จะย้ำแย่ไปด้วย ซึ่งจุดเริ่มต้นการทำร้ายตับ ส่วนมากก็เกิดจากพฤติกรรมตัวเอง!
Magnific/EyeEm
ปัญหาสุขภาพคนอ้วน
ไขมันพอกตับ หรือ ไขมันเกาะตับ (Fatty liver) คืออะไร?
ต้องอธิบายก่อนว่าปกติในตับที่สุขภาพดีจะมีไขมันเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเกิดการสะสมไขมันในตับมากขึ้นเรื่อย ๆ จนก้อนไขมันเหล่านั้นมีน้ำหนักประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตับ นั้นคือภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งเป็นไขมันชนิดไตรกรีเซอไรด์
ที่น่ากังวลคือภาวะนี้ไม่ส่งผลให้รู้สึกเจ็บหรือปวด แต่จะทำให้การทำงานของตับผิดปกติ กลุ่มเสี่ยงหลายคนจึงมักไม่รู้ตัวว่ามีภาวะไขมันพอกตับ
ระยะของไขมันพอกตับ
โดยปกติไขมันพอกตับไม่ได้แสดงอาการที่สังเกตได้ แต่ไขมันพอกตับสามารถพัฒนาไปเรื่อย ๆ จนเกิดความรุนแรงได้ทั้งชนิดที่มีสาเหตุจากแอลกอฮอล์ (AFLD) และไม่ได้มีสาเหตุจากแอลกอฮอล์ (NAFLD) ซึ่งไม่ว่าจะเป็นไขมันพอกตับชนิดระยะของโรคจะก่อตัวเป็น 4 ระยะคล้าย ๆ กันดังนี้
- ระยะที่ 1 ไขมันพอกตับธรรมดา (Simple fatty liver) ลักษณะของระยะนี้คือเกิดไขมันสะสมในตับมากเกินไป ระยะนี้มักไม่เป็นตรายหากรักษาไม่ให้พัฒนาไประยะถัดไป
- ระยะที่ 2 เนื้อเยื่อตับเกิดการอักเสบ (Steatohepatitis) ระยะนี้นอกจากการสะสมไขมันในตับแล้วยังเกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณตับร่วมด้วย
- ระยะที่ 3 เนื้อเยื่อตับเกิดการอักเสบอย่างต่อเนื่อง (Fibrosis) ระยะนี้เนื้อเยื่อที่อักเสบเกิดความเสียหายถึงขั้นกลายเป็นก้อนในตับ ในระยะนี้ตับยังคงทำงานได้บางส่วน
- ระยะที่ 4 โรคตับแข็ง (Cirrhosis) ในระยะนี้แผลอักเสบเกิดการลุกลามอย่างรวดเร็ว ทำให้การทำงานของตับด้อยประสิทธิภาพลงและไม่สามารถฟื้นฟูเนื้อเยื่อให้กลับมาปกติได้
กลุ่มเสี่ยงไขมันพอกตับ
- มีไขมันบริเวณหน้าท้องเยอะ หรือ คนที่มีโรคอ้วน (Obesity)
- ความดันในเลือดสูง
- เป็นเบาหวานชนิดที่ 2
- มีคอเลสเตอรอลสูง หรือไตรกรีเซอไรด์ในเลือดสูง
- มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA)
- มีภาวะเมแทบอลิกซินโดรม
- ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ
- ภาวะขาดไทรอยด์ หรือ ไฮโปไทรอยด์
- ภาวะต่อมใต้สมองทำงานบกพร่อง
โดยส่วนใหญ่คนทั่วไปมักตรวจภาวะไขมันพอกตับแต่ยังไม่ร้ายแรงถึงขั้นก่อโรคจำพวก โรคตับแข็ง ตับอักเสบ หรือมะเร็งตับ สำหรับการรักษาไขมันพอกตับปัจจุบันไม่ได้มีวิธีการรักษาโดยตรง แพทย์จะมุ่งเน้นไปที่การควบคุมต้นเหตุของไขมันพอกตับ ด้วยการให้คำแนะนำผู้ป่วยเพื่อลดโอกาสเกิดความเสียหายในตับเพิ่มขึ้น โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น
- การลดหรืองดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- การลดน้ำหนัก
- ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน และไขมันในเลือดสูง (คอเลสเตอรอลและไตรกรีเซอไรด์สูง) ให้กินยารักษาตามโรคที่เป็น
- แพทย์อาจจ่ายยาลดระดับน้ำตาลในเลือด หรือวิตามินอีในผู้ป่วยบางราย
สิ่งสำคัญในการเอาใจใส่ในการรักษาไขมันพอกตับคือการรักษาและป้องกันไม่ลุกลามตั้งแต่ระยะแรกและตรวจสุขภาพเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้งเพื่อสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ป้องกันโรคภัยตั้งแต่เนิ่น ๆ
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยาและ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย