ออทิสติกแท้ และ ออทิสติกเทียม ต่างกันอย่างไร ? เผยสาเหตุ- วิธีรักษา
ลูกพูดช้า โดยขัดใจนิดหน่อยโมโหรุนแรง อาจเสี่ยงออทิสติก ซึ่งปัจจุบันมีทั้งออทิสติก และ เทียมซึ่งอาการคล้ายคลึงกัน แนะ วิธีสังเกตและรักษา
ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้การเลี้ยงดูลูกหลานเปลี่ยนตามไปด้วย ซึ่งแน่นอนว่าหลายบ้าน ปล่อยให้เด็กดูโทรทัศน์ หรือเล่นอุปกรณ์สื่อสาร อย่างแท็บเล็ต สมาร์ทโฟน อย่างอิสระและมากเกินไป จนละเลยการพูดคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น จนเด็กเกิดความล่าช้าทางการสื่อสารและมีพัฒนาการทางสังคมไม่ปกติ และในที่สุดจึงพบว่า ลูกไม่พูด พูดช้า หรือพูดภาษาการ์ตูน รวมถึงเล่นกับเด็กคนอื่นไม่เป็น ไม่ตอบโต้สบตาเวลาพูดคุย ไม่มีความสนใจร่วมกับผู้อื่น
ไม่สามารถบอกความต้องการของตัวเองได้ อาจรุนแรงถึงขั้นแสดงออกด้วยการโวยวาย และอาละวาด ซึ่งหลายอาการแสดงออกเหมือนหรือคล้ายคลึงกับเด็กในกลุ่มออทิสติก
ออทิสติกแท้ และ ออทิสติกเทียมต่างกันอย่างไร ?
- ออทิสติกแท้ (Autism Spectrum Disorder)
กลุ่มอาการที่มีความผิดปกติของสมอง ส่งผลให้เด็กเกิดพัฒนาการล่าช้า ไม่สามารถพัฒนาทักษะสังคมและภาษาได้เหมาะสมตามวัย มีลักษณะพฤติกรรม กิจกรรม และความสนใจเป็นแบบแผนซ้ำๆ ไม่ยืดหยุ่น ซึ่งลักษณะเฉพาะจะแสดงให้เห็นก่อนอายุ 3 ขวบ
ปัจจุบันจะยังหาสาเหตุความผิดปกติที่ชัดเจนไม่ได้ แต่มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจนว่าเกิดจากการทำงานของสมองที่ผิดปกติมากกว่าเป็นผลจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งทุกประเทศทั่วโลกมีแนวโน้มที่เด็กจะเกิดมาพร้อมภาวะออทิสติก โดยพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรค แต่ได้มีการระบุถึงปัจจัยส่งเสริมการเกิดโรคไว้ ดังนี้
- ปัจจัยทางพันธุกรรม (Genetics) เด็กออทิสติกประมาณ 10 - 20% พบความผิดปกติที่ส่วนจำเพาะของโครโมโซม หรือยีน ซึ่งตรงกับโรคทางพันธุกรรมบางชนิด เช่น กลุ่มอาการโครโมโซมเอ็กซ์เปราะ (Fragile X syndrome) หรือเร็ทท์ ซินโดรม (Rett syndrome)
นอกจากนี้ ยังพบอัตราการเป็นออทิสติกที่สูงขึ้นในพี่น้องฝาแฝด หรือพี่น้องที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติก และพบว่าพ่อแม่ที่อายุมากมีความเสี่ยงสูงที่จะมีลูกเป็นออทิสติก
- ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ภาวะแทรกซ้อน หรือการใช้ยาบางชนิดของมารดาขณะตั้งครรภ์ ส่งผลต่อทารกในครรภ์ให้เกิดมาพร้อมภาวะออทิสติก นอกจากนี้การสัมผัสสารเคมี เช่น ยาฆ่าแมลง โลหะหนัก รวมถึงมลพิษทางอากาศ PM2.5 อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดออทิสติกได้
สังเกตอาการออทิสติกแท้
ภาวะออทิสติก จะแสดงอาการแตกต่างกันไปในรายละเอียดของความบกพร่องและระดับความรุนแรง รวมถึงการเป็นโรคอื่นร่วมด้วย โดยสามารถสังเกตอาการผิดปกติของออทิสติกได้ตั้งแต่อายุ 2 ขวบ ซึ่งจะชัดเจนและรุนแรงมากขึ้นเมื่ออายุ 3 ขวบ เป็นต้นไป
- อยู่แต่ในโลกของตัวเอง ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม เรียกไม่หัน ไม่สบตา
- เริ่มพูดช้า หรือยังไม่พูดเมื่อถึงวัยที่เหมาะสม พูดซ้ำๆ พูดวนไปวนมา พูดทวนคำ ไม่สามารถสนทนาได้อย่างต่อเนื่อง
- ทำอะไรซ้ำๆ ไม่ยืดหยุ่น หากกิจวัตรที่เคยทำเปลี่ยนไปจากเดิม จะแสดงออกให้เห็นว่า อารมณ์เสีย หงุดหงิด โวยวาย
- ชอบหมุนตัว โยกตัว เขย่งเท้า สะบัดมือ เล่นมือ เล่นเสียง
ในเด็กที่เป็นออทิสติก จะพบว่าเป็นเด็กไฮเปอร์แอคทีฟประมาณ 70% และพบมีความบกพร่องทางสติปัญญาร่วมด้วย 50-70% ขณะเดียวกันก็พบว่าเด็กออทิสติกจะมีความสามารถพิเศษด้านอื่นๆ อยู่ 10%
การรักษาออทิสติกแท้
- ให้ยาตามอาการ เพื่อลดปัญหาพฤติกรรมและอาการไม่พึงประสงค์ ซึ่งการตอบสนองต่อยาในเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน
- การรักษาแบบองค์รวม การรักษานี้มีเป้าหมายให้เด็กมีพัฒนาการด้านการสื่อสารและเข้าสังคมได้ดีขึ้น ลดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ และพัฒนาศักยภาพในตัวเด็กให้ได้มากที่สุด โดยช่วงเวลาของการรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือ ช่วง 3 ขวบปีแรก
- การรักษาโรคร่วมที่เป็นอยู่ เช่น สมาธิสั้น สติปัญญาบกพร่อง หรืออารมณ์ก้าวร้าวรุนแรง
“โรคสมาธิสั้น”พบในเด็กไทยเฉลี่ย 4 แสนคนต่อปี เผยสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม
ออทิสติกเทียม (Virtual autism)
ภาวะที่เด็กมีอาการคล้ายออทิสติกแต่ไม่ได้เป็นโรคจริง เด็กกลุ่มออทิสติกเทียมเกิดจากการขาดการดูแลอย่างเหมาะสม ไม่มีการกระตุ้นพัฒนาการ ขาดการเรียนรู้ การเล่นที่สมวัย ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากเกินไป โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์โควิด ที่ต้องแยกตัวจากเพื่อนและเรียนออนไลน์
หากเด็กกลุ่มที่มีภาวะออทิสติกเทียมได้รับการส่งเสริมพัฒนาการอย่างเหมาะสม อาการที่สงสัยดูคล้ายภาวะออทิสติกจะสามารถหายไปได้
สาเหตุของออทิสติกเทียม
สาเหตุหลักของออทิสติกเทียมไม่ได้เกิดจากพันธุกรรม หรือจากความผิดปกติของสมอง แต่เกิดมาจากการเลี้ยงดูที่ไม่มีการกระตุ้นพัฒนาการ จึงทำให้เด็กมีพัฒนาการล่าช้า ไม่สมวัย ดังนี้
- ใช้เทคโนโลยีเลี้ยงลูก เช่น โทรทัศน์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต เนื่องจากคุณพ่อคุณแม่ไม่มีเวลา หรือต้องการให้ลูกอยู่นิ่งๆ
- คุณพ่อคุณแม่ตามใจ ไม่มีการฝึกให้ลูกช่วยเหลือตนเอง
- คุณพ่อคุณแม่ที่เป็นห่วงลูกมากเกินไป สั่งห้ามไม่ให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ จนเด็กกลัว ไม่กล้าที่จะแสดงออก หรือเรียนรู้ด้วยตัวเอง
- คุณพ่อคุณแม่ ไม่ค่อยสื่อสารพูดคุยหรือเล่นกับลูก
- คุณพ่อคุณแม่ที่ไม่ให้ลูกออกไปเล่นนอกบ้าน อาจทำให้ลูกไม่มีเพื่อน และไม่รู้จักการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมในสังคม
อาการของออทิสติกเทียม
- ชอบเล่นคนเดียว ไม่สนใจเด็กวัยเดียวกัน
- ไม่สบตาเวลาพูดคุย
- ไม่สามารถบอกความต้องการของตัวเองได้
- มักแสดงออกด้วยการโวยวาย
- พูดช้า พูดภาษาการ์ตูน หรือพูดตามโดยไม่เข้าใจความหมาย
- ติดอุปกรณ์สื่อสาร เช่น แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน โดยไม่สนใจกิจกรรมอื่น
- ความแตกต่างของ ออทิสติกแท้ กับ ออทิสติกเทียม
การสังเกตว่าลูกจะเป็นออทิสติกแท้หรือเทียม อาจต้องอาศัยการย้อนกลับไปเช็กประวัติครอบครัวก่อน ว่าอาการที่สังเกตและคิดว่าลูกผิดปกตินั้น น่าจะเกิดจากความผิดปกติของสมองเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์หรือไม่ เพราะอาการออทิสติกเทียมจะเกิดจากการเลี้ยงดูเป็นหลัก หากประวัติทารกในครรภ์ไม่ได้มีความผิดปกติ ก็อาจมองได้ว่าลูกเป็นออทิสติกเทียม
คำแนะนำในการป้องกันออทิสติกเทียม
- งดสื่อหน้าจอทุกชนิดก่อนอายุ 2 ปี หากอายุมากกว่า 2 ปี ให้ดูจอได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน ทั้งนี้ควรเป็นการดูร่วมกันกับคุณพ่อคุณแม่
- พูดคุยและเล่นกับลูกมากขึ้น เว้นจังหวะให้เด็กได้โต้ตอบ ฝึกการมองหน้าสบตาเวลาพูด
- การเล่นบทบาทสมมติ เช่น ให้ลูกเป็นคุณครู คุณหมอ หรือเชฟ ตามที่ลูกสนใจ
- ให้เด็กได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ วันละประมาณ 30 นาที
- ฝึกให้เด็กรู้จักช่วยเหลือตัวเอง
- ให้ออกไปเล่นกับเด็กวัยเดียวกัน
แม้ออทิสติกแท้จะสามารถบำบัดให้มีพฤติกรรมดีขึ้นแต่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ ขณะเดียวกันออทิสติกเทียมสามารถบำบัดดูแลพฤติกรรมให้กลับมาเป็นเด็กปกติได้ แต่ทั้งออทิสติกแท้และเทียมต่างมีครอบครัวเป็นกำลังที่สำคัญที่สุด เป็นปัจจัยช่วยบำบัดรักษาปรับพัฒนาการของเด็กได้ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองควรใส่ใจและหมั่นสังเกตอาการของเด็กอย่างใกล้ชิด
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช ศรีนครินทร์
“เคาช์โปเตโต้” พฤติกรรมเลี้ยงลูกด้วยมือถือ เสี่ยงกระตุ้นโรคไม่เลือกอายุ!
พฤติกรรมเลียนแบบในเด็ก กระตุ้นนิสัยรุนแรง-ก้าวร้าว เสี่ยงเกิดอาชญากรรม