“โรคสมาธิสั้น”พบในเด็กไทยเฉลี่ย 4 แสนคนต่อปี เผยสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม
หนึ่งในโรคจิตเวชที่พบบ่อยในเด็กคือโรคสมาธิสั้น เผยสัญญาณและอาการที่ควรรีบพบแพทย์ เพื่อให้มีพัฒนาที่เหมาะสมกับวัย
โรคสมาธิสั้น (ADHD – Attention Deficit Hyperactivity Disorder) คือ ภาวะผิดปกติทางจิตเวชที่ส่งผลให้มีสมาธิสั้นกว่าปกติ พบได้ค่อนข้างบ่อยในเด็กที่มีช่วงอายุระหว่าง 3 – 7 ปี แต่ในรายที่เป็นไม่มาก อาการจะแสดงออกชัดเจนกว่าในช่วงหลัง 7 ขวบขึ้นไป จากผลสำรวจล่าสุดของกรมสุขภาพจิตในปี 2559 พบว่า เด็กอายุ 6 – 15 ปีทั่วประเทศเป็นโรคนี้ถึงประมาณ 420,000 คน
เด็กผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 4 – 6 เท่า ในห้องเรียนที่มีจำนวนเด็กป่วยด้วยโรคสมาธิสั้น 2 – 3 คน จาก40 – 50 คนในห้อง
อีกทั้งสาเหตุแท้จริงนั้นไม่สามารถทราบได้ชัดเจน แต่หนึ่งในนั้นคือการที่สมองส่วนหน้าซึ่งเป็นส่วนที่ทำหน้าที่ในการควบคุมสมาธิและการยับยั้งชั่งใจทำงานน้อยกว่าปกติ
อาการเด็กสมาธิสั้นแบ่งเป็นลักษณะ A และ B
ข้อ A หากเด็กมีอาการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ต้องมี 6 ข้อ (หรือมากกว่า) ของอาการขาดสมาธิ ติดต่อกันเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน โดยที่อาการต้องถึงระดับที่ผิดปกติและไม่เป็นไปตามพัฒนาการตามวัยของเด็ก
- มักไม่สามารถจดจ่อกับรายละเอียดหรือไม่รอบคอบเวลาทำงานที่โรงเรียนหรือทำกิจกรรมอื่น
- มักไม่มีสมาธิในการทำงานหรือการเล่น
- มักดูเหมือนไม่ได้ฟังสิ่งที่คนอื่นพูดกับตนอยู่
- มักทำตามคำสั่งได้ไม่ครบ ทำให้ทำงานในห้องเรียน งานบ้าน หรืองานในที่ทำงานไม่เสร็จ (โดยไม่ใช่เพราะต่อต้านหรือไม่เข้าใจ)
- มักมีปัญหาในการจัดระบบงานหรือกิจกรรม ทำงานไม่เป็นระเบียบ
- มักเลี่ยงไม่ชอบหรือไม่เต็มใจในการทำงานที่ต้องใช้ความคิด (เช่น การทำการบ้านหรือทำงานที่โรงเรียน)
- มักทำของที่จำเป็นในการเรียนหรือการทำกิจกรรมหายบ่อย ๆ (เช่น อุปกรณ์การเรียน)
- มักวอกแวกไปสนใจสิ่งเร้าภายนอกได้ง่าย
- มักหลงลืมทำกิจวัตรที่ต้องทำเป็นประจำ
ข้อ B ต้องมี 6 ข้อ (หรือมากกว่า) ของอาการอยู่ไม่นิ่ง – หุนหันพลันแล่น นานติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือน อาการต้องถึงระดับที่ผิดปกติและไม่เป็นไปตามพัฒนาการตามวัยของเด็ก ได้แก่
- อาการอยู่ไม่นิ่ง (Hyperactivity) หยุกหยิก อยู่ไม่สุข ชอบขยับมือและเท้าไปมา หรือนั่งนิ่ง ๆ ไม่ได้
- มักลุกจากที่นั่งในห้องเรียนหรือในสถานการณ์อื่นที่เด็กจำเป็นต้องนั่งอยู่กับที่
- มักวิ่งไปมาหรือปีนป่ายสิ่งต่าง ๆ ในที่ ๆ ไม่สมควรกระทำ
- ไม่สามารถเล่นหรือทำกิจกรรมอย่างเงียบ ๆ ได้
- มัก “พร้อมที่จะวิ่งไป” หรือทำเหมือนเครื่องยนต์ที่เดินเครื่องอยู่ตลอดเวลา
- มักพูดมาก พูดไม่หยุด
- อาการหุนหันพลันแล่น (Impulsivity)
- มักโพล่งคำตอบโดยที่ฟังคำถามไม่จบ
- มักไม่ชอบการเข้าคิวหรือการรอคอย
- มักขัดจังหวะหรือสอดแทรกผู้อื่น
“เด็กอ้วน” เสี่ยงโรคNCDs-ภาวะหัวใจล้มเหลว และวิธีคุมน้ำหนักในเด็ก
สัญญาณเตือนรีบรักษา
หากเด็กเป็นโรคสมาธิสั้น มีเพียง 15 – 20% เท่านั้นที่สามารถหายได้เองเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ แต่อีกประมาณ 60% นั้นไม่หายขาดและจะเป็นโรคนี้ไปจนเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้นการสังเกตและรู้เท่าทันสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาที่ต้องเข้ารับการรักษาคือสิ่งสำคัญ ได้แก่
- ผลการเรียนตกต่ำลง
- คุณครูมีการรายงานพฤติกรรมความผิดปกติของเด็กกับพ่อแม่ผู้ปกครอง
- พ่อแม่ผู้ปกครองเริ่มสงสัยและเห็นความผิดปกติของเด็กชัดเจนมากขึ้น
- เด็กหรือเพื่อนที่เด็กเล่นด้วยมีอาการบาดเจ็บ เนื่องจากเล่นรุนแรงและผาดโผนมากเกินไป
- เด็กเริ่มแยกตัวออกจากกลุ่ม อยู่โดดเดี่ยวคนเดียว ไม่ชอบสื่อสารและเข้าสังคม
วิธีรักษาแก้โรค
- ปรับพฤติกรรมและกระตุ้นพัฒนาการเด็ก ซึ่งจะได้ผลดีมากในเด็กที่ยังเป็นไม่มากและยอมเต็มใจที่จะเข้ารับการฝึกเพื่อให้อยู่นิ่ง
- รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง โดยแพทย์จะเลือกชนิดยาที่เหมาะกับอาการและวัยของเด็ก
- เรียนแบบตัวต่อตัว เพื่อช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเด็กที่เป็นโรคบกพร่องทางการเรียนรู้ร่วมด้วยนั้นจะเรียนไม่ทันเพื่อน พ่อแม่ผู้ปกครองควรหาวิธีพัฒนาการเรียนของเด็กอย่างเหมาะสม
- ปรึกษาแพทย์ต่อเนื่อง เพื่อทำความเข้าใจและขอคำแนะนำเกี่ยวกับเทคนิคการเลี้ยงดูที่ถูกต้อง การสื่อสารกันระหว่างแพทย์ ครู และผู้ปกครอง เพื่อลดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กที่อาจเกิดขึ้นได้
หากเกิดความสงสัยว่าเด็กมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมาธิสั้น พ่อแม่ผู้ปกครองควรรีบพาเด็กไปปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการทันที ที่สำคัญหากเด็กเข้ารับการรักษาจนหายขาดจากโรค นอกจากจะสมาธิดีขึ้น ยังเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพได้ในอนาคต
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพ
อารมณ์รุนแรง-หูแว่ว สัญญาณเสี่ยงไบโพลาร์ในเด็ก ปัจจัยและวิธีสังเกต
เตือน!“ภาวะเด็กร้องกลั้น”แนะวิธีคุณแม่รับมือไม่ตื่นตระหนกและปลอดภัย