เตือน!“ภาวะเด็กร้องกลั้น”แนะวิธีคุณแม่รับมือไม่ตื่นตระหนกและปลอดภัย
อุทาหรณ์เตือนรับวันแม่ จากกรณีคุณแม่ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์คลิปช่วยชีวิตลูกชายวัย 2 ขวบ 3 เดือนจากภาวะร้องกลั้น จนต้องทำ CPR ลูกชาย เพื่อให้ลูกหายใจกลับมาจนปลอดภัย วันนี้เรามาทำความรู้จัก ภาวะลูกร้องไห้กลั้นไม่หายใจ (breath holding spell) อันตรายหรือไม่? หากเกิดขึ้นแล้วควรทำอย่างไร?
จากกรณี ผู้ใช้เฟซบุ๊ก คุณแม่เด็กชายวัย 2 ขวบ3 เดือน โพสต์คลิปอุทาหรณ์ ลูกน้อยหยุดหายใจไป 3 นาที พร้อมกับมีอาการตัวแข็ง ตาเหลือก หน้าเขียวไปทั้งตัว
จากคลิปวิดิโอจะเห็นว่าผู้เป็นแม่ อุ้มลูกน้อย ที่หยุดหายใจจากการร้องกลั้น แล้วพยายามกระทุ้งและเขย่าตัว พร้อมเรียกชื่อลูก จนกระทั่งผู้เป็นพ่อได้มาเปลี่ยนมือ เขย่าตัวและเรียกชื่อลูก แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับซึ่งทั้งคู่ทำแบบนี้อยู่สักพัก ก่อนจะเอาตัวลูกนอนลงกับพื้นเพื่อทำ CRP ซึ่งตามคำบอกเล่าของแม่บอกว่า CPR ไป 3 นาที จนลูกหายใจและฟื้นคืนสติกลับมา
พร้อมเขียนข้อความระบุว่า “ใจแม่แทบขาด สติหลุดทำอะไรไม่ถูกเลย ลูกร้องดิ้น ไม่ใช่เรื่องปกติ ลูกร้องดิ้นจนสุดลมหายใจ หยุดหายใจไปประมาน 3 นาที ตัวแข็ง หน้าเขียวไปทั้งตัว ตาเหลือก เหมือนคนเกร็งชัก มันน่ากลัวมากๆจนแม่สติแตก ตั้งสติ CPR ขอบคุณทุกลมหายใจที่ส่งลูกกลับมา แม่ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกแล้ว อยากจะเป็นแทนลูก หัวใจแทบสลาย ใครเคยมีประสบการณ์แบบนี้ช่วยแชร์ความรู้กันได้นะคะ ต้องทำยังไงไม่ให้ลูกร้องดิ้น กลัวมาก ผวาไปหมดเลย ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีกแล้ว
#ขอบคุณเพื่อนบ้านมากๆนะคะที่เข้ามาช่วยเหลือ
อย่างไรก็ตามล่าสุดคุณแม่ได้มีการอัพเดตอาการของลูกชายว่า
เวรกรรมอะไรพวกเรากันนะ เรื่องเก่าเพิ่งจะผ่านไป วันนี้ฟังผลเอ็กซเรย์ ต่อมทอมซิน กับ ต่อมน้ำเหลืองโต ทำให้น้องมีภาวะนอนกรนผิดปกติ เสี่ยงต่อ OSA ได้ แม่เหนื่อเหลือเกิน ท้อสุดลมหายใจ จะต้องกลั้นใจสู้อีกกี่ครั้ง
ภาวะลูกร้องไห้กลั้นไม่หายใจ คืออะไร?
พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ผู้ชำนาญการด้านกุมารเวชศาสตร์ทารกแรกเกิดและปริกำเนิด ได้โพสต์อธิบายในเฟซบุ๊ก สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ เรื่องของภาวะลูกร้องไห้กลั้นไม่หายใจ (breath holding spell) ว่า ทารกบางคนมีอาการร้องไห้รุนแรงแล้วกลั้นไม่หายใจได้นานประมาณ 30-60 วินาที ทำให้หน้าเขียว หน้าซีด ตัวอ่อนปวกเปียก หรือเกร็งตัวคล้ายชัก หากเป็นครั้งแรกแล้วได้รับสนองตอบจากพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู โดยแสดงท่าทีตกใจอย่างมาก เท่ากับเป็นการให้ความสนใจต่ออาการดังกล่าว อาจทำให้ลูกเป็นอีกได้บ่อยๆเวลาถูกขัดใจ
วิธีแก้ไขภาวะร้องกลั้น
- ให้พ่อแม่คุมสติ ไม่แสดงความตกใจ เพราะไม่มีใครกลั้นหายใจได้นานจนสมองขาดออกซิเจนหรือเป็นอันตรายแก่ชีวิต คือ นานกว่า 4 นาที
- ให้ใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจ แต่ไม่ตามใจ เพราะลูกจะคิดว่าถ้าร้องไห้รุนแรงแบบนี้แล้วจะได้สิ่งที่ต้องการ อาการนี้จะดีขึ้นเมื่อลูกโตขึ้น อายุประมาณ 3 ขวบ
- เมื่อลูกมีอาการร้องไห้แล้วกลั้นในครั้งแรก คุณควรปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจดูว่าไม่มีความผิดปกติอย่างอื่นซ่อนเร้น เช่น ภาวะเลือดจาง โรคหัวใจ หรือ โรคลมชัก
พญ.สุธีรา ยังอธิบายต่อว่า ป้าหมอไม่ได้เขียนว่า ไม่ให้ตอบสนอง หรือ ใช้วิธีเดินหนี หรือ ปล่อยให้ลูกร้องไปเรื่อยๆนะคะ ป้าหมอเขียนว่า ให้คุณพ่อคุณแม่กุมสติ อย่าตื่นตระหนกตกใจ เพราะถ้าเราตกใจ ลูกจะเรียนรู้ว่า การร้องแบบนี้จะทำให้ได้รับการตอบสนองได้เร็วที่สุดค่ะ เขาจะร้องแบบนี้ทุกครั้ง แต่ให้ปลอบลูก อยู่กับลูกตรงนั้น แต่ให้เบี่ยงเบนความสนใจของลูกไปสู่สิ่งอื่นค่ะ ถ้าเป็นทารกร้องกลั้น เราก็ดูแลเขาปกติ แต่พูดกับเขาด้วยน้ำเสียงธรรมดาๆ ไม่ขึ้นเสียงสูง ทำสีหน้าตกใจ แต่ถ้าเป็นเด็กโตเกินขวบ ฟังรู้เรื่องแล้ว ก็พูดกับลูกปกติว่า ใจเย็นๆลูก แม่รู้ว่าหนูโมโห หนูอยากได้ แต่ของชิ้นนี้มันอันตราย หนูเล่นไม่ได้ ถ้าหนูอยากเล่น มาเล่นอันนี้ดีกว่าค่ะ หรือว่า ไปลูก เราไปดูซิ ว่าพ่อมาหรือยัง แม่ได้ยินเสียงรถพ่อมาแล้ว
ไม่มีตรงไหนที่ป้าหมอเขียนว่า ให้ปล่อยลูกร้องนะคะ แต่แนะนำ 2 ประเด็นหลัก คือ
- อย่าตกใจ เพราะไม่อันตราย
- ให้เบี่ยงเบนลูกไปสนใจอย่างอื่น เพื่อให้ลูกหยุดร้องไห้
รู้จักเด็ก “ดิสเล็กเซีย” (Dyslexia) อ่าน-สะกดไม่คล่อง ความบกพร่องการเรียนรู้
ด้านเว็บไซต์ รักลูก(rakluke) ผู้นำในธุรกิจสื่อและกิจกรรม เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวได้อธิบายภาวะลูกร้องกลั้นเอาไว้ ว่า สามารถพบภาวะดังกล่าว ว่า
ภาวะลูกร้องกลั้นพบได้ 2-5% ของเด็ก เริ่มพบได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 5-6 เดือน แต่จะพบมากขึ้นช่วงอายุ 1-2 ปี หลังจากนั้นอาการจะค่อย ๆ ลดลง และภาวะนี้ไม่ได้เกิดอันตรายต่อสมองหรือทำให้เกิดพัฒนาการช้าแต่อย่างใด สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการที่เด็กมีความโกรธ ตกใจ หรือถูกขัดใจ จึงร้องไห้อย่างรุนแรง ตามด้วยการกลั้นหายใจจนทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจ (Apnea) และขาดออกซิเจน (Hypoxia) อาจตามด้วยการหมดสติ หรือแขนขากระตุก ซึ่งเป็นเพียงชั่วครู่ แล้วเด็กจะกลับมาหายใจปกติ
ภาวะร้องกลั้นมี 2 ประเภท
- Cyanotic Spells เด็กจะมีอาการร้องไห้อย่างรุนแรง และหยุดหายใจในขณะหายใจออก ทำให้เกิดการขาดออกซิเจนและหน้าเขียว เหตุกระตุ้น เกิดจากการถูกขัดใจ หรือโมโห โกรธอย่างรุนแรง
- Pallid Spells เด็กมักร้องไห้ไม่รุนแรง ไม่มีภาวะเขียวหรือขาดออกซิเจน แต่อาจมีอาการหน้าซีด เหตุกระตุ้น เกิดจากความกลัวหรือตกใจ
การดูแลเมื่อลูกทารกร้องกลั้น
- ควรหลีกเลี่ยงวิธีบังคับหรือขัดใจและเปลี่ยนเป็นใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจ โน้มน้าวหรือห้ามด้วยความนุ่มนวล และพ่อแม่ไม่ควรแสดงความตกใจเมื่อลูกแสดงอาการ
- ในขณะที่มีอาการพ่อแม่ควรอุ้มเด็กไว้ หรือให้นอนราบ เพื่อป้องกันการล้มศีรษะฟาดพื้น
ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตว่าลูกเป็นภาวะร้องกลั้นหรือลมชัก เพราะถ้าร้องกลั้นมักจะเป็นไม่เกิน 1- 2 นาที และหลังจากนั้นจะรู้สึกตัวดี แต่ถ้าภาวะลมชัก มักจะเป็นนานกว่า 1 นาที และเด็กอาจไม่รู้สึกตัว
ขอบคุณข้อมูล-ภาพจาก : Nannalin Chainphonsaen ,สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ และรักลูก(rakluke)
เลี้ยงลูกไม่ให้เอาแต่ใจ จนกลายเป็นโรคเจ้าหญิง-เจ้าชาย ที่ไม่มียารักษา
“โรคไม่รู้จักความลำบาก” ปัญหาการสปอยล์ลูกมากเกินไปของพ่อแม่ยุคใหม่