วิธีการดูแลเด็กสมาธิสั้น ยอมรับ ยืดหยุ่น เข้าใจ เยียวยาได้หายเร็วขึ้น
ปัจจุบันมีเด็กที่ป่วยด้วยโรคสมาธิสั้นที่นับเป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่งเพิ่มขึ้น การดูแลที่เหมาะสมจึงสำคัญ แนะวิธีและกิจกรรมที่ช่วยบำบัดให้การรักษาหายไวขึ้น!
โรคสมาธิสั้น (ADHD – Attention Deficit Hyperactivity Disorder) คือ ภาวะผิดปกติทางจิตเวชที่ส่งผลให้มีสมาธิสั้นกว่าปกติ ยังไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน แต่หนึ่งในนั้นคือการที่สมองส่วนหน้าซึ่งเป็นส่วนที่ทำหน้าที่ในการควบคุมสมาธิและการยับยั้งชั่งใจทำงานน้อยกว่าปกติ โดยหากพบว่าลูก หลาน หรือเด็กที่ป่วยด้วยโรคดังกล่าว เราสามารถช่วยพวดเขาได้ด้วยความเข้าใจ และไม่ตัดสิน
ยอมรับและเข้าใจว่าเด็กป่วย มีความยืดหยุ่น คาดหวังเด็กตามความเป็นจริง
Magnific/freepik
ดูแลเด็กสมาธิสั้น
เสริมสร้างวินัยในตัวเด็กสมาธิสั้นได้เริ่มที่บ้าน!
-
การเสริมสร้างวินัยในกิจวัตรประจำวัน โดยการจัดตารางงานให้ทำเป็นเวลา สร้างระเบียบในบ้านว่าใครจะช่วยจัดการอะไรบ้าง ใครถูพื้น ใครกวาดบ้าน ใครล้างจาน เป็นประจำ
-
วินัยในการตรงต่อเวลา ฝึกให้เด็กมีตารางเวลาในการทำงานว่าควรทำอะไร ในเวลาไหนจะเสร็จ
-
จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม ไม่มีสิ่งรบกวนและสิ่งเร้าต่อเด็กมากเกินไป จัดบ้านให้มีระเบียบ ไม่มีบรรยากาศวุ่นวาย
-
หากิจกรรมช่วยเสริมทักษะ เช่น การเรียนดนตรี การเรียนศิลปะ การอ่านหนังสือ กีฬา หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีความรุนแรงเพราะจะกลับกลายไปกระตุ้นอาการสมาธิสั้นให้อาการแย่ลงไปอีก
-
พ่อแม่ต้องมีความเข้าใจ อดทน มีความหนักแน่นในหลักการ และที่สำคัญต้องไม่ใช่ความรุนแรงในการลงโทษ โดยการตกลงกันไว้ก่อนแทน เช่น งดเวลาในการดูโทรทัศน์ หักค่าขนม
-
มีการสื่อสารที่สั้น กระชับ ชัดเจน หากไม่แน่ใจให้เด็กทบทวนว่าสิ่งที่สอนไปคืออะไรบ้าง ไม่ควรจับกลุ่มให้เด็กสมาธิสั้นอยู่ใกล้ชิดกับเด็กที่มีปัญหาแบบเดียวกัน เพราะจะทำให้เป็นเด็กเกเรก้าวร้าวได้
โดยยารักษาที่ดีที่สุดคือ ความรักเข้าใจ อย่าทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเองเป็นปมด้อย จะทำให้เด็กสมาธิสั้นมีโอกาสคืนสู่สภาวะปกติได้เร็วขึ้น นอกจากนี้การ พาเด็กไปปรึกษาจิตแพทย์ และนักกิจกรรมบำบัดอย่างสม่ำเสมอ ก็จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อการปรับพฤติกรรมของเด็ก เพราะการรักษาจะพิจารณาเป็นรายๆ ไป
เด็กก็เครียดได้! เช็กสัญญาณผิดปกติ เข้าใจก่อนส่งผลพฤติกรรมและพัฒนาการ
กิจกรรมช่วยบำบัดในเด็กสมาธิสั้น
-
การบูรณาการการผสมผสานการรับความรู้สึก (sensory intergration) เช่น การกลิ้ง กระโดด การกระตุ้น ระบบสัมผัส การรับฟัง การมองเห็น
-
ฝึกการควบคุมตนเอง เช่น การร้อยลูกปัด การเดินทำกิจกรรมบนสะพาน
-
การฝึกเตรียมความพร้อมสำหรับการเรียน เช่น แก้ไขการรับรู้ทางสายตา ฝึกการเขียน การอ่าน การคำนวณ
-
การฝึกการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวันให้ใกล้เคียงหรือเทียบเท่ากับเด็กปกติ
-
การปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ของเด็ก
คุณครูสามารถให้ความช่วยเหลือเด็กได้ดเหมือนกัน
-
ตำแหน่งโต๊ะเรียนควรให้นั่งแถวหน้าสุดใกล้คุณครู เพื่อจะได้สามารถเตือนเรียกสมาธิเด็กได้และให้เด็กนั่งติดกับนักเรียนที่เรียบร้อย
-
เมื่อเห็นเด็กหมดสมาธิจริงๆ ควรให้เด็กมีกิจกรรมเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง ควรอนุญาตให้เด็กลุกจากที่ได้บ้างแต่ในทางสร้างสรรค์เช่น ช่วยคุณครูลบกระดานหรือช่วยแจกสมุด เป็นต้น
-
ในกรณีที่เด็กสมาธิสั้นมากสามารถใช้วิธีลดระยะเวลา ในการทำงานให้สั้นลง แต่ทำบ่อยกว่าคนอื่น โดยเน้นความรับผิดชอบและความสามารถในการทำงานให้สำเร็จแม้ว่าจะต้องใช้เวลาทำหลายครั้ง
การสื่อสารกับเด็กควรสังเกตว่า เด็กอยู่ในภาวะที่พร้อมที่จะให้ความสนใจอยู่หรือไม่ หากสนใจก็สามารถพูดกับเด็ก โดยใช้คำพูดที่กระชับได้ใจความ หากเด็กกำลังอยู่ในช่วงวอกแวกไม่ได้สนใจ ควรเรียกหรือแตะตัวอย่างนุ่มนวลให้เด็กรู้สึกตัวและหันมาสนใจให้ความสนใจและชื่นชมเมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่ดี เช่น สนใจเรียนได้นาน ไม่รบกวนเพื่อนและเมื่อเด็กทำผิด โดยไม่ตั้งใจ ควรใช้คำพูดปลอบใจ มีท่าทีเห็นใจแนะนำวิธีแก้ไข ไม่ประจาน ประฌามหรือตรงหน้าว่าเป็นเด็กไม่ดี และไม่ลงโทษด้วยความรุนแรง
เปิดโอกาสให้เด็กได้แก้ไขด้วยตนเอง เช่นเก็บของเข้าที่ใหม่ ชดใช้ของที่เสียหาย
เด็กอาจมีปัญหาการปรับตัวเข้ากับเพื่อนเพราะเด็กมักจะใจร้อน หุนหัน เล่นแรง ในช่วงแรกอาจต้องอาศัยคุณครูช่วยให้คำตักเตือน แนะนำด้วยท่าทีที่เข้าใจ เพื่อให้เด็กปรับตัวอยู่ร่วมกับผู้อื่น
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช ศรีนครินทร์
พฤติกรรมพ่อแม่บงการชีวิตลูก ทำร้ายเด็กทางอ้อมไม่รู้ตัว
อารมณ์รุนแรง-หูแว่ว สัญญาณเสี่ยงไบโพลาร์ในเด็ก ปัจจัยและวิธีสังเกต