สัญญาณโรคกระเพาะอักเสบ เป็นหนักขณะไหนเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร?
อย่างที่รู้กันว่า พฤติกรรมการกินอาหารรสจัด กินข้าวไม่ตรงเวลา เสี่ยงเป็นโรคกระเพาะได้แน่นอน แต่อันที่จริงมีสาเหตุที่มากกว่านั้น และหากเป็นหนักเป็นเรื้อรัง ก็จะเพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้อีกด้วย!
กระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis) หรือ ที่เรียกกันทั่วไปว่า โรคกระเพาะ เกิดจากการอักเสบหรือเกิดการระคายเคืองบริเวณเยื่อบุภายในกระเพาะอาหาร สามารถเกิดขึ้นได้แบบเฉียบพลันในระยะเวลาอันรวดเร็ว เป็นระยะสั้นๆ และหายภายในเวลา 1-2สัปดาห์ หรือมีอาการบ่อยครั้งเป็นระยะเวลานานจนเกิดอาการอักเสบเรื้อรัง ทำให้เกิดแผลและเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้
สาเหตุโรคกระเพาะอาหารอักเสบ
- การติดเชื้อแบคทีเรีย เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร หรือ เอช ไพโร (H.Pylori) ที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารและน้ำดื่ม
- การรับประทานยาในกลุ่มต้านการอักเสบ หรือยาแก้ปวด (Non-Steroidal Anti-inflammatory Drugs หรือ NSAIDs)
- การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ สุราต่างๆ
อาการของโรคที่ควรเฝ้าระวัง
อาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ในบางรายอาจไม่พบอาการชัดเจน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มาพบแพทย์ จะมีอาการดังนี้
- อาการปวดท้อง
- รู้สึกไม่สบายช่องท้องส่วนบน
- ท้องเฟ้อ อิ่มง่าย
- จุกหน้าอก แน่นท้อง เรอบ่อย
- อาหารไม่ย่อย
- รู้สึกคลื่นไส้หลังการรับประทานอาหาร
สัญญาณ จุลินทรีย์ระบบทางเดินอาหาร ไม่สมดุล เสี่ยงลำไส้อักเสบ-แปรปรวน
หลีกเลี่ยงโรคกระเพาะอักเสบ
- หลีกเลี่ยงอาหารเผ็ด เปรี้ยว รสจัด
- หลีกเลี่ยงอาหารมักดอง เช่น ผลไม้ดอง ผักดอง
- หลีกเลี่ยงอาหารประเภทของทอด ของมัน
- งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ น้ำอัดลม บุหรี่
- ไม่รับประทานอาหารจนอิ่มเกินไป เพราะจะทำให้กระเพาะขยายตัวกระตุ้นให้เจ็บและปวดท้องมากขึ้น
- ลดการปรุงรส อาหารมื้อหลักและเสริมในมื้ออาหารว่างเพื่อไม่กระตุ้นให้เกิดการปวดท้อง
- พยายามอย่าให้ท้องว่างเกิน 3 ชม. และเคี้ยวอาหารให้ละเอียดเพื่อไม่ให้กระเพาะอาหารทำงานหนักมากเกินไป
- หลีกเลี่ยงความเครียดและความวิตกกังวล
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ และปรึกษาแพทย์ทุกครั้งที่ใช้ยา
- กินอาหารที่อ่อน และย่อยง่าย
- หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากถั่ว เนื่องจากจะก่อให้เกิดแก๊สในกระเพาะ
ที่สำคัญหากป่วยแล้วควรกินยาอย่างต่อเนื่องตามที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด กินอาหารให้ตรงเวลา และหมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้เป็นหนักขึ้นและหายขาดจากโรคดังกล่าว แน่นอนว่าหากใครไม่เคยเป็นจะไม่รู้เลยว่ามันทรมานแค่ไหน ฉะนั้นกันไว้ก่อนแก้จะดีกว่านะคะ
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเปาโล รังสิต