สัญญาณ “ลำไส้อักเสบเรื้อรัง” หนึ่งในโรคที่ยังไม่มีสาเหตุชัดเจน
อาการปวดท้อง นับเป็นสัญญาณอันตรายหลายๆโรค หนึ่งในนั้น คือ “ลำไส้อักเสบเรื้อรัง” ที่อาจไม่ได้อักเสบแค่ลำไส้ เผยสัญญาณวิธีการรักษาก่อนเป็นจุดเริ่มต้นของมะเร็งลำไส้ใหญ่
โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease-IBD) เป็นกลุ่มโรคของการอักเสบในระบบทางเดินอาหาร แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือโรคลำไส้ใหญ่อักเสบ (Ulcerative Colitis) จะจำกัดอยู่เพียงบริเวณลำไส้ใหญ่ และโรคโครห์น (Crohn’s disease) อาจเกิดขึ้นกับระบบทางเดินอาหารส่วนใดก็ได้ ตั้งแต่ปากไปจนถึงทวารหนัก ปกติมักเกิดที่ลำไส้เล็กส่วนปลายและลำไส้ใหญ่ส่วนต้น
ทั้ง 2 โรคการอักเสบ จะส่งผลให้เกิดแผลและมีเลือดออกบริเวณระบบทางเดินอาหาร รวมถึงทำให้ลำไส้บีบตัวเร็วขึ้น ผู้ป่วยมักมีอาการปวดท้อง ท้องร่วงอย่างรุนแรง อ่อนเพลีย และน้ำหนักลด
สาเหตุของโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง
ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคที่แน่ชัด แพทย์และผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นว่าอาจเกิดจาก
- ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายผิดปกติ มีการสร้างเม็ดเลือดขาวในเยื่อบุทางเดินอาหารมากเกินไป ส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและนำไปสู่การอุดตันของลำไส้
- พันธุกรรม โดยเฉพาะหากสมาชิกในครอบครัวมีประวัติป่วยเป็นลำไส้อักเสบจะทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นกว่าคนปกติถึง 20%
นอกจากนี้ยังพบว่า ทั้งโรคโครห์นและลำไส้อักเสบสามารถเกิดขึ้นได้ในคนทุกกลุ่มอายุ แต่โรคโครห์นมักได้รับการวินิจฉัยในผู้ที่มีอายุระหว่าง 20 – 30 ปี ในขณะที่โรคลำไส้อักเสบมักเกิดกับผู้ที่มีอายุ 15-35 ปี รวมถึงชาวตะวันตกมีแนวโน้มเกิดโรคมากกว่าชาวตะวันออก แต่ปัจจุบันคนไทยและชาวเอเชียมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป มีการรับประทานอาหารแบบตะวันตกมากขึ้น จึงพบการเกิดโรคมากขึ้น
อาการของโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง
อาการลำไส้อักเสบเรื้อรังมีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับบริเวณที่มีการอักเสบและความรุนแรงของโรค โดยมีอาการทั่วไป ดังนี้
- ปวดเกร็งช่องท้อง ท้องเสีย มีตั้งแต่ถ่ายเพียงไม่กี่ครั้งไปจนถึงถ่ายบ่อยมากตลอดทั้งวัน ส่วนใหญ่มีมูกเลือดปะปน
- เป็นไข้
- คลื่นไส้อาเจียน
- อ่อนเพลีย
- น้ำหนักลด
- โลหิตจาง
อาจพบอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดตามข้อต่อ การมองเห็นผิดปกติ หรือมีแผลในปาก โดยอาการเหล่านี้มักเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรังเป็นปี และกลับมาเป็นซ้ำอีก
การวินิจฉัยโรคลำไส้อักเสบ
เนื่องจากโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังมีอาการคล้ายโรคทางเดินอาหารอื่นๆ การวินิจฉัยที่ชัดเจนจำเป็นต้องมีการส่งตรวจเพิ่มเติม เพื่อช่วยในการแยกวินิจฉัยโรค ดังนี้
- การตรวจร่างกาย โดยเน้นการตรวจบริเวณช่องท้องและทวารหนัก
- ส่งตรวจตัวอย่างเลือดและอุจจาระ
- ตรวจนับเม็ดเลือด เพื่อช่วยให้ทราบว่าผู้ป่วยสูญเสียเลือดระหว่างการขับถ่าย หรือมีภาวะโลหิตจาง
- เอกซเรย์ลำไส้เล็ก หลังจากดื่มแบเรียม ซึ่งเป็นสารละลายที่ช่วยให้มองเห็นความผิดปกติในลำไส้เล็ก
- การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เพื่อตรวจบริเวณผนังลำไส้โดยตรง
ป้องกันการลุกลามของ “กระดูกพรุน” ด้วยยาและปรับพฤติกรรม
การรักษาโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง
- ดูแลอาหารและโภชนาการ ยังไม่พบว่าอาหารชนิดใดที่สามารถรักษาหรือมีผลทำให้โรคลำไส้อักเสบเรื้อรังแย่ลง แต่การรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งนี้ในช่วงที่มีอาการ แนะนำให้รับประทานอาหารปริมาณน้อยตลอดทั้งวัน ดื่มน้ำให้พอเพียง หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง งดดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน
- รับประทานยา และพบแพทย์ตามนัด เพื่อควบคุมอาการไม่ให้กลับเป็นซ้ำ
- ผ่าตัด กรณีที่ใช้ยารักษาแล้วแต่ไม่สามารถควบคุมอาการได้ หรือผู้ป่วยที่มีเลือดออกมาก แพทย์อาจพิจารณารักษาด้วยการผ่าตัด ส่วนใหญ่ในผู้ป่วยลำไส้อักเสบสามารถรักษาหายขาด แต่ไม่แนะนำในผู้ป่วยโรคโครห์น เนื่องจากเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ทั้งในลำไส้ใหญ่และลำไส้เล็ก อย่างไรก็ตามหากผู้ป่วยเรื้อรังที่เกิดพังผืดในลำไส้ จนเกิดภาวะลำไส้ตีบ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีภาวะขาดอาหาร แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดเป็นกรณีพิเศษ
โรคลำไส้อักเสบเรื้อรังอาจมีอาการไม่รุนแรง มักเป็นๆ หายๆ จนผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจ และปล่อยทิ้งไว้โดยไม่พบแพทย์ หากเกิดภาวะอักเสบต่อเนื่องและไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เนื่องจากสูญเสียเกลือแร่ สารอาหาร และเลือดออกไปกับอุจจาระจำนวนมาก รวมถึงส่งผลให้ผู้ป่วยมีภาวะโลหิตจางและอาการแทรกซ้อนอื่นๆ จนมีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ในที่สุด
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท
กฎการยืดกล้ามเนื้อ เพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกายที่มากกว่า
ยาคลายกล้ามเนื้อ กินอย่างไรให้ปลอดภัย กินเยอะไปเสี่ยงเป็นพิษต่อไต!