ปวดคอร่วมกับอาการชา สัญญาณรีบพบแพทย์ อาจเป็นปัญหาจากกระดูกและข้อ
‘ปวดคอ’ หรือ ‘ปวดหลัง’ มักเกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อคอหรือหลังที่มากเกินไป โดยส่วนใหญ่มักไม่รุนแรงและหายเองได้ด้วยการปรับพฤติกรรม แพทย์เผยอาการปวดที่ต้องรีบพบแพทย์
อาการ ‘ปวดคอ’ ที่เกิดจากความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ สามารถดีขึ้นได้ด้วยการปรับพฤติกรรมและการดูแลตนเองเบื้องต้น โดยเริ่มจากการจัดท่านั่งให้ถูกต้อง ด้วยการนั่งหลังตรงพิงพนักเก้าอี้ และจัดหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตาเพื่อลดการก้มหรือเงยคอมากเกินไป ไม่นั่งก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มือถือนานๆ เพื่อลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ยังควรบริหารกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง และไม่ลืมการยืดเหยียดเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัวจากการใช้งานนานๆ
หากมีอาการปวดสามารถใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหรือแผ่นร้อนประคบบริเวณต้นคอเพื่อช่วยคลายกล้ามเนื้อ แต่ถ้าเป็นการอักเสบ บวม แดง ควรใช้การประคบเย็น ในกรณีที่ทำวิธีต่างๆ เหล่านี้แล้วแต่อาการยังไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการตรวจรักษาที่เหมาะสม
อาการปวดคอแบบไหนควรพบแพทย์ ?
หากมีอาการปวดคอรุนแรงหรือฉับพลัน การบีบ นวด หรือกด อาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนหรือเป็นอันตรายได้ เพราะอาการปวดนั้นอาจมีสาเหตุมาจากความผิดปกติหรือโรคที่เกี่ยวข้องกับกระดูกและข้อ โรคทางระบบประสาท หรือโรคอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่การปวดเมื่อยกล้ามเนื้อธรรมดา โดยเฉพาะหากมีลักษณะอาการดังต่อไปนี้
- ไม่สามารถขยับคอได้ตามปกติ เจ็บรุนแรงเมื่อขยับคอ หรืออาการหนักขึ้นเรื่อยๆ
- มีอาการชา รู้สึกแสบร้อนบริเวณแขน มือ รู้สึกอ่อนแรง จับของแล้วหลุดมือง่าย
- มีอาการคอแข็งมาก ร่วมกับมีไข้
- อาการไม่ดีขึ้นแม้จะบรรเทาปวดด้วยวิธีต่างๆ แล้ว
- เป็นอาการปวดคอที่เกิดจากอุบัติเหตุ เช่น หกล้ม รถล้ม หรือมีการกระแทกที่คอ
หลีกเลี่ยงการดึง หมุน สะบัด และการกระชากคอ
‘กระดูกคอ’ มีหน้าที่ปกป้องไขสันหลังส่วนต้นซึ่งเป็นตัวรับ-ส่งสัญญาณประสาทระหว่างสมองกับร่างกายส่วนบน เมื่อไหร่ก็ตามที่ไขสันหลังส่วนต้นได้รับบาดเจ็บก็จะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการเคลื่อนไหว และกระทบต่อความรู้สึกบริเวณศีรษะ คอ บ่า ไหล่ รวมถึงแขนและมือได้ ทั้งนี้ การดึง หมุน สะบัด หรือการกระชากคออาจทำให้หลอดเลือดแดง (Vertebral Artery) บริเวณคอฉีกขาดจนส่งผลให้มีเลือดไหลซึมทำให้สมองบวม หรือเกิดการอักเสบและมีการอุดตันของหลอดเลือดซึ่งทำให้สมองขาดเลือดและมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาได้ เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต
หากกระดูกข้อต่อคอหรือหมอนรองกระดูกคอเคลื่อนไปกดทับเส้นประสาทก็จะทำให้รู้สึกชาไปที่แขน ขา หรืออ่อนแรง ส่วนการหมุนคอ สะบัดคอ หรือกระชากคอที่ไม่รุนแรง แม้จะไม่เป็นอันตรายในทันทีทันใด แต่หากทำซ้ำบ่อยๆ ก็เป็นการเพิ่มความเสี่ยงโรคกระดูกคอเสื่อมได้เช่นกัน
วอร์มอัพ ขั้นตอนก่อนออกกำลังกาย ช่วยลดการบาดเจ็บ เพิ่มประสิทธิภาพ
ป้องกัน ลดความเสี่ยงอาการปวดคอ
เริ่มได้จากการปรับลักษณะท่าทางและพฤติกรรมการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการนั่ง ยืน เดิน นอน รวมถึงการหนุนหมอนที่เหมาะสมทั้งความอ่อนนุ่มและความสูง การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบๆ บริเวณคอ บ่า ไหล่ และหลัง เพื่อรองรับและปกป้องกระดูกคอและกระดูกสันหลัง หากพบว่ามีอาการปวดเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดอย่างฉับพลันหรือเรื้อรัง ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท 2
เตือนไข้หวัดใหญ่ หากไข้สูงเกิน 5 วันอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายถึงชีวิต
ปัจจัยโรคหัวใจ สาเหตุเสียชีวิตคนทั่วโลก เผย 3 อาการเจ็บหัวใจรีบพบแพทย์