ลดน้ำหนักแบบ“คีโต ไดเอต” กินมัน(ดี)เพื่อเบิร์นไขมัน
รู้หรือไม่ ? สูตรลดน้ำหนัก บางอย่างก็ไม่ได้เหมาะกับทุกคน ในปัจจุบันมีแนวทางการกินเพื่อลดน้ำหนักอยู่หลายแบบ หนึ่งแนวทางที่ได้รับความนิยมใช้ไขมัน(ดี)เป็นตัวเองของเมนูต้องยกให้ คีโต ไดเอต (Keto Diet) แต่กินอย่างไรให้ปลอดภัย แล้วกินอะไรดี เช็กได้เลยค่ะ!
คีโต ไดเอต (Keto Diet) หรือ “คีโตเจนิก ไดเอต” (Ketogenic diet) เป็นการกินรูปแบบ“High Fat & Low Carb Diet การกินมันเพื่อเบิร์นไขมัน” เน้นทานอาหารไขมันในกลุ่มไขมันที่ดี 70% โปรตีนทุกประเภท 25% และคาร์โบไฮเดรต 5% ของปริมาณแคลอรี่ต่อวัน ซึ่งร่างกายปกตินำกลูโคสจากคาร์โบไฮเดรตมาใช้เป็นพลังงาน เมื่อมีกลูโคสน้อย จึงปรับตัวโดยนำไขมันสะสมมาเผาผลาญ และตับเปลี่ยนกรดไขมันที่ถูกย่อยเหล่านั้นเป็นสารคีโตน ให้พลังงานแทน
อย่างไรก็ตาม “หัวใจหลักของการกินคีโตคือการลดน้ำหนัก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาสุขภาพและการรักษาโรค เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวานบางชนิดที่ต้องการให้ผู้ป่วยควบคุมน้ำหนัก” จึงแนะนำให้ เลือกกินอาหารไขมันดีแทนอาหารไขมันสูงเนื่องจากส่งผลเสียในระยะยาว
ทานอาหารที่มีไขมันสูงแต่ดี เช่น
- อาหารทะเล
- ไข่
- ชีส
- อะโวคาโด
- น้ำมันปลา
- น้ำมันมะกอก
- เนยธรรมชาติ
- โปรตีนจากเนื้อสัตว์ต่างๆ ตามปกติ
- ส่วนคาร์โบไฮเดรตเน้นรับจาก ผัก นมอัลมอนด์ นมมะพร้าว ผลไม้ตระกูลเบอรี่ เลมอน
อาหารต้องห้าม คีโต ไดเอต
- อาหารประเภทแป้ง
- เส้นก๋วยเตี๋ยว พาสต้า
- ข้าวทุกชนิด
- น้ำตาล
- ขนมเค้ก
- แอลกอฮอล์
- นมวัว
- รวมทั้งงดเนื้อสัตว์ติดมัน กากหมู
- น้ำมันจากสัตว์ น้ำมันแปรรูป ครีมเทียม ไขมันทรานส์ ของทอดซ้ำๆ
นอกจากการเลือกประเภทไขมันในการบริโภคให้ถูกต้องและสมดุลแล้ว ชาวคีโตก็ต้องระวังและเลี่ยงการกินผักและผลไม้ที่มีแป้งและน้ำตาลสูงและการปรุงรสอาหารด้วยน้ำตาล ไม่เช่นนั้นร่างกายจะไม่เกิดภาวะคีโตซิส (Ketosis) และไม่เกิดผลต่อการลดน้ำหนัก ซ้ำยังอาจจะช่วยเพิ่มน้ำหนักและไขมันอีกด้วย
“Paleo Diet” ลดน้ำหนักแบบมนุษย์ถ้ำตัดวงจรอาหารขยะและผงปรุงรสชาติ
การกินคีโตเป็นแนวทางการกินที่มีความเฉพาะเจาะจง ลดสารอาหารบางประเภท และไม่หลากหลาย ซึ่งหากไม่ใส่ใจให้ดีก็อาจเกิดผลข้างเคียงได้หลายอย่าง เช่น
- ไข้คีโต (Keto Flu) เมื่อร่างกายเกิดภาวะคีโตซิส อาจทำให้รู้สึกเหมือนเป็นไข้ ไม่สบายตัว ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน หรืออ่อนเพลีย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอาการเหล่านี้จะค่อยๆ หายไปเอง หากรู้สึกเป็นนานกว่า 2 สัปดาห์ แนะนำให้พบแพทย์
- การขาดสารอาหาร การกินคีโตต้องลดปริมาณอาหารบางประเภท จึงอาจทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารสำคัญบางชนิดไม่เพียงพอ เช่น กากใย วิตามิน เป็นต้น อาจเกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา
- ท้องผูก ขาดน้ำและแร่ธาตุ ร่างกายจะขับสารคีโตนบอดี้ส์ออกทางปัสสาวะ ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำเพิ่มขึ้น ซึ่งเสี่ยงต่อการขาดน้ำและแร่ธาตุ และการรับประทานคาร์โบไฮเดรตปริมาณต่ำมากทำให้ร่างกายได้รับกากใยไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดอาการท้องผูก
- กระหายน้ำบ่อย เป็นอาการที่พบบ่อย เกิดจากการที่ร่างกายขับน้ำ ทำให้ผู้ที่กินอาหารแบบคีโตรู้สึกกระหายน้ำ จึงต้องคอยจิบน้ำเสมอๆ
- อาการสมองล้า อาการสมองล้า ความจำสั้นและไม่ค่อยมีสมาธิ แต่พบได้ไม่บ่อย
- ผิวมันเป็นสิว การกินไขมันบางชนิดมากๆ ทำให้เกิดการอักเสบที่ผิวหนัง อาจก่อให้เกิดสิวได้
- กลิ่นปาก การกินอาหารที่มีไขมันสูงร่างกายจะผลิตโมเลกุลที่เรียกว่า ketones ขึ้นมาและขับออกทางปัสสาวะและลมหายใจ
- โยโย่เอฟเฟคเมื่อหยุดกินคีโต การกินคีโตสามารถทำให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งยังไม่รู้สึก “โหย” เหมือนกับการลดน้ำหนักแบบอื่นๆ แต่เมื่อหยุดกินคีโตแล้วกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม หรือรับประทานอาหารที่ไม่ใช่การกินคีโตเต็มรูปแบบ น้ำหนักตัวก็อาจกลับขึ้นมาอย่างเดิม อย่างที่เรียกว่า “โยโย่เอฟเฟค”
การกินคีโตเป็นแนวทางการลดน้ำหนักที่ให้ผลเร็วแต่ก็อาจมีผลข้างเคียงดังกล่าว ยังไม่มีข้อมูลของผลกระทบต่อสุขภาพในการกินคีโตในระยะยาวที่ชัดเจน ดังนั้น เมื่อลดน้ำหนักได้ตามที่พอใจแล้ว เราควรหันมาใส่ใจดูแลการบริโภคอาหารที่หลากหลายและสมดุลเพื่อผลสุขภาพในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลสมิติเวช และ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สธ.ยืนยัน กินวิตามินดี คีโต+IF ไม่สามารถรักษาโรค PCOSได้
5 เหตุผล ลดน้ำหนักไม่สำเร็จ เปลี่ยนความคิด สร้างสุขภาพดีที่ด้วยตัวคุณ