7 อาหารอันตราย อร่อยหากินง่ายแต่เสี่ยงสารพิษ-โรคเรื้อรัง
ในแต่ละวันเราต้องเผชิญกับสารพิษต่างๆ มากมาย ทั้งในอากาศ ควัน ไอเสีย หรือกระทั่งในอาหารที่เรากินอยู่ อีกทั้งยังเป็นเมนูโปรดของใครอีกด้วย!
รู้หรือไม่ ? ปัจจุบันมีอาหารอันตรายไม่ปลอดภัยต่อร่างกายอยู่เป็นจำนวนมาก และเพิ่มความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือกลุ่มโรค NCDs (Non – Communicable Diseases) อย่างเบาหวาน,ความดันโลหิตสูง,ไขมันในเลือดสูง,อ้วนลงพุง,หลอดเลือดหัวใจและสมอง รวมทั้งสารพัดมะเร็งโดยจากข้อมูลของ "Team Content" สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) พบว่า มีเมนูโปรดของใครหลายคน ถูกจัดเป็นอาหารอันตรายด้วย
7 อาหารอันตราย
- แฮมเบอร์เกอร์
จัดเป็นอาหารมีความเสี่ยงสูงเพราะเวลาที่สูญเสียไปในระหว่างรอกระบวนการนำ "เนื้อ" มาใช้ปรุงทำให้มี " แบคทีเรีย " เกิดขึ้นได้สูง ทำให้จำเป็นต้องมีการใช้ " สารเคมีสีแดง " มาช่วยกำจัดเนื้อที่กำลังจะเน่าเสีย ทำให้เนื้อแดงเปลี่ยนเป็นเขียว นอกจากนี้ แฮมเบอร์เกอร์ทั้งหมดจะใส่ "สารปรุงรส" ( MSG = Monosodium Glutamate ) ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ โดย "MSG" เป็นสารเคมีที่ห้องปฏิบัติการทดลองใช้ช่วยทำให้สัตว์อ้วนขึ้น และท้ายที่สุดก็ทำให้ผู้บริโภคอ้วนขึ้นด้วย
- ฮอตดอก
กระบวนการผลิตคล้าย แฮมเบอร์เกอร์ และ "ฮอทด็อก" ทั้ง หมดยังใส่ "สารไนไตรท์" เพื่อช่วยทำให้เนื้อยึดตัว และช่วยเติมไส้กรอกให้เต็ม โดย "สารไนไตรท์" เป็นสารที่ทำให้เกิด "โรคมะเร็ง" ในกระเพาะอาหาร มะเร็งในเม็ดเลือด เนื้องอกในสมอง และมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ "ถุงหลอด" ที่ใช้บรรจุ ฮอทด็อก ก็ทำจาก " คอลลาเจนสังเคราะห์" ที่เป็นสารก่อให้เกิดโรคมะเร็ง"ได้สูง มีไขมันที่เป็นสารประกอบไม่เปิดเผยอยู่ประมาณ 40% เมื่อนำ ไปปิ้งย่าง มันจะทำให้มี " สารพิษร้ายแรง " ที่เรียกว่า "อะคริลิไมด์" (Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็น สารก่อมะเร็งและ "ทำลายประสาท"
- เฟรนซ์ฟรายส์
เป็นอาหารที่มีความเป็นพิษสูงโดยการทอดใช้อุณหภูมิสูงทำให้มี "สารอะคริลิไมด์" ออกมา นอกจากนี้ "น้ำมัน" ที่ใช้ในการทอดมันฝรั่งแต่ละครั้งจะเกิดการ "ออกซิไดซ " ในมันฝรั่งยังมี "ดรรชนีกลีซิมิค" (Glycemic) อยู่สูงมากนั่นหมายถึงมันเปลี่ยนให้กลายเป็นน้ำตาลภายในร่างกายได้เร็วมาก
- คุกกี้
ที่เด่นชัดมาก คือ สัดส่วนของน้ำตาลมีอยู่สูงถึง 23 กรัมเลยทีเดียว ซึ่งอาหารในประเภทที่มีน้ำ ตาลปริมาณสูงเช่นนี้ จะทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น และเกิดริ้วรอยได้เร็วยิ่งขึ้น
- พิซซ่า
ประกอบด้วยอาหารที่มาจากการตัดแต่งพันธุกรรม 5 ชนิด มีเนยแท้ เพียง 10% เท่านั้น ซึ่งไม่ควรเรียกว่าเนยแท้ได้เลย ,แป้ง ที่ผ่านการปรุงแต่งให้ขาวที่ได้ทำการฟอกสี ทำให้วิตามิน และเกลือแร่ออกไปแล้ว แต่ได้ทำการเติมเกลือแร่สังเคราะห์ตามจำนวนโมเลกุลที่เคยมีอยู่เข้าไปใหม่ ,ซอสมะเขือเทศ ทำด้วยสารคล้ายมะเขือเทศที่สร้าง "ยาฆ่าแมลง" ของมันขึ้นมาได้เองในร่างกายของท่าน ,แป้งสาลี ชนิดที่มีการตัดแต่งทางพันธุกรรม และน้ำมันฝ้าย ประกอบอยู่ โดย ฝ้าย ไม่ได้จัดเป็นพืชพวกอาหาร มันผ่านการสเปรย์ด้วยยาฆ่าแมลงที่ชาวไร่ใช้ในฝ้ายเมล็ดจะเป็นตัวดูดเอาสารพิษต่างๆ เอาไว้ได้มากที่สุด ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงสาธารณะสุข ต่างไม่ให้ความร่วมมือ ซึ่งกันและกันที่จะรับรองว่ามันปลอดภัยต่อการบริโภคได้หรือไม่ มันไม่ได้ช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น แต่มันเป็น "น้ำมันไฮโดรจีเนต" และมีอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ "ผิวหน้าแป้ง พิซซ่า" ที่อบปิ้งในอุณหภูมิสูง อาจมี "สารอะคริลิไมด์" เกิดขึ้นด้วย ขณะที่การเพิ่มหน้าพิซซ่า "เพ็พเปอโรนิ" หรือเพิ่มหน้าไส้กรอกทำให้มีความเสี่ยงสูงจาก "ไนไตรท์" สารกันบูด และสารเคมีอื่นๆ รวมทั้ง ไขมันอิ่มตัว ที่มีการเติมเข้าไปจากโรงงาน
- น้ำอัดลม
สารตัวสำคัญที่มีอยู่ใน "น้ำอัดลม " คือ "กรดกำมะถัน" ( Phosphoric acid ) ซึ่งมีความเป็นกรดสูงมากพอที่จะละลายตะปูได้ภายใน 4 วัน กรดที่สะสมอยู่ในร่างกายทำให้ยากที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ และ "น้ำโซดา" ที่เป็นส่วนประกอบอีกตัวของน้ำอัดลมจะเป็นตัวชะล้างแคลเซียม ออกจาก กระดูก จนทำให้เกิด "โรคกระดูกพรุน" นอกจากนี้ใน น้ำอัดลม 1 กระป๋อง จะมี "น้ำตาลที่ไม่ให้พลังงาน" อยู่ 12 ช้อนชา ในน้ำอัดลม ที่ช่วยลดน้ำหนักตัว หรือ Diet soda ที่ใช้ "น้ำตาลเทียมสังเคราะห์" ( Artificial sweetener ) เพิ่มความหวาน จะทำให้ร่างกายกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เพราะน้ำตาลสังเคราะห์เหล่านี้มีความหวานมากกว่าน้ำตาลธรรมดามาก ขณะที่ "สี" ที่ใช้เติมในน้ำอัดลม ยังเป็น "สารก่อมะเร็ง" ด้วย
5 อาหารสุดแซ่บ แต่กินมากเกินไปอาจกระตุ้นเซลล์มะเร็งลำไส้-โรคเรื้อรัง
- ชิ้นไก่ทอด-เนื้อนุ่มไร้กระดูก
เป็นเมนูที่ทำมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้ว การรับประทานต่อครั้งโดยทั่วไปจะให้พลัง งาน 340 แคลอรี่ 50% เป็นไขมัน มีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก จึงมีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูง มีการเติมสารปรุงรส "MSG" ทำให้ปวดศีรษะ และเกิดอาการแพ้ นอกจากนี้ "นัคเก็ตชิคเก้น" บางอันจะมี "สารอะลูมิเนียม" ซึ่งเป็นอันตรายต่อสมอง และเป็นอันตรายต่อการเมตะโบลิสซึมของร่างกายด้วย
ทำอย่างไรให้รับประทานอาหารขยะน้อยลง ?
- กำหนดเมนูอาหารมื้อหลักและของว่างล่วงหน้า การวางแผนเมนูอาหารในแต่ละมื้อช่วยสร้างระเบียบวินัยในการบริโภค ควรเน้นการรับประทานผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ที่ไม่มีไขมัน ธัญพืชไม่ขัดสี เลือกรับประทานไขมันชนิดที่ดีต่อร่างกายในปริมาณพอเหมาะ
- เน้นบริโภคโปรตีนและไขมันดีเช่น เนื้อปลา อกไก่ พืชตระกูลถั่ว และผักผลไม้ เป็นต้น
- ไม่ควรรับประทานอาหารเมนูเดิมติดต่อกัน
- พึงระลึกไว้ตลอดว่าอาหารขยะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ
- นอนหลับให้เพียงพอ
- จัดการกับความเครียดด้วยวิธีที่เหมาะสม
ขอบคุณข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข
ภาพจาก : freepik
"อะฟลาท็อกซิน" สารก่อมะเร็งตับมักปนเปื้อนในอาหาร-วิธีหลีกเลี่ยง
6 คู่อาหารที่ไม่ควรกินคู่กัน! ขัดขวางวิตามิน-ดูดซึมสารอาหารไม่เต็มที่!