คลอโรฟิลล์ สารสีเขียวในผัก มีประโยชน์ช่วยด้านสุขภาพจริงหรือไม่?
เปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ คลอโรฟิลล์ สารสีเขียวในผัก ช่วยเรื่องสุขภาพได้จริงหรือไม่?
คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) สารที่มีสีเขียวพบได้ในพืชผักทั่วไปและในสาหร่ายสีเขียว เพื่อใช้ในการสังเคราะห์แสงแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ชนิดที่ละลายน้ำและชนิดที่ละลายในไขมัน คลอโรฟิลล์ตามธรรมชาติ มักพบในรูปแบบทีละลายในไขมันและมีขนาดโมเลกุลค่อนข้างใหญ่ จึงทำให้ไม่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ หากนำมารับประทานจึงไม่ได้รับ
ทั่วไปแล้วเราสามารถรับสารคลอโรฟิลล์ได้จากการรับประทานผักผลไม้ที่มีสีเขียวซึ่งจะช่วยให้ร่างกายของเรา ได้รับคลอโรฟิลล์ไปด้วย
โดยสารคลอโรฟิลล์ที่อยู่ในธรรมชาตินี้จะอยู่ในรูปคลอโรฟิลล์ที่ละลายในไขมัน ตัวอย่างเช่น
- ฝรั่ง 1 ถ้วย มีคลอโรฟิลล์สูงถึง 38 มิลลิกรัม
- ผักขม 1 ถ้วย มีคลอโรฟิลล์ 23.7 มิลลิกรัม
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ระบุว่า คลอโรฟิลล์ เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์อาหารที่มักมีการแชร์ และอวดอ้างสรรพคุณเกินจริงอยู่บ่อยครั้งในปัจจุบัน โดยจะอ้างสรรพคุณต่างๆว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้งมีส่วนช่วยในการขับสารพิษ ช่วยสร้างเม็ดเลือด ช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง หรือแม้กระทั่งใช้หยอดตา เพื่อช่วยลดอาการเจ็บตา หรืออื่นๆ อีกมากมาย แต่สรรพคุณต่างๆข้างต้นนั้นไม่เป็นความจริง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำสิ่งแปลกปลอมหยอดลงไปในลูกตานั้น น่ากลัวและอันตรายมากๆ อาจถึงตาบอดได้
คลอโรฟิลล์ มีสรรพคุณเพียงช่วยลดกลิ่นตัว กลิ่นปัสสาวะและอุจจาระในผู้ป่วยที่กลั้นอุจจาระหรือปัสสาวะไม่อยู่ ส่วนสรรพคุณอื่นๆ ที่อวดอ้างนั้น ยังไม่มีข้อมูลทางการแพทย์รับรอง
5 อาหารแคลเซียมสูงช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ลดเหงือกอักเสบ
ข้อแนะนำคลอโรฟิลล์
- ผู้บริโภคควรศึกษาข้อมูลให้แน่ชัด ก่อนรับประทานหรือใช้ผลิตภัณฑ์คลอโรฟิลล์
- รับประทานผักสีเขียวและผลไม้ให้มากขึ้น ให้ได้ 400 กรัมต่อวัน เพื่อสุขภาพที่ดีลดความเสี่ยงจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และเลือกน้ำดื่มที่สะอาด ปลอดภัย ในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า
- ควรดื่มน้ำเปล่าสะอาดในปริมาณที่เพียงพอเหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย เฉลี่ยวันละ 6 - 8 แก้ว หรือ 2 ลิตรต่อวัน
ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และ กรมอนามัย
“มะพร้าว” ประโยชน์ตั้งแต่ผลยันราก ข้อแนะนำในการกินน้ำมะพร้าว
“ลูกเนียง”ช่วยคุมเบาหวาน แต่ไม่ควรกินดิบเสี่ยงไตวายเฉียบพลันได้!