แพทย์เตือน “โรคติดจอ” กระทบสุขภาพจิต แนะวิธีสังเกตอาการเบื้องต้น
จิตแพทย์แนะวิธีสังเกตอาการโรคติดจอและวิธีป้องกัน หลังพบภาวะนี้มากขึ้นในช่วงโควิด-19 ระบาด
การใช้งานอินเทอร์เน็ตมีอัตราเพิ่มขึ้นสูงในช่วงโควิด-19 เนื่องจากเทคโนโลยีเป็นส่วนจำเป็นในชีวิตประจำวัน มีการดูจอผ่านอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อทำงาน เช็กข่าวสาร อัพเดทชีวิต และคลายเครียด จึงทำให้การหนีห่างจากจอนั้นทำได้ยาก ส่งผลให้เกิด “โรคติดจอ” สูงขึ้นทั้งในผู้ใหญ่รวมถึงกลุ่มเด็กและเยาวชน
โดย นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น และโฆษกกรมสุขภาพจิต ได้อธิบายถึงอาการของโรคติดตอและวิธีป้องกันอย่างเข้าใจง่าย ดังนี้
ปัจจุบันอาการติดจอยังไม่ถูกจัดเป็นโรคทางจิตเวช มีเพียงภาวะติดเกม (Gaming Disorder) ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาติดจอเท่านั้นที่ถูกจัดเป็นโรคทางจิตเวช สำหรับอาการติดจอนั้น นับรวมตั้งแต่ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ และเนื่องจากยังไม่ได้เป็นโรคชัดเจน จึงยังไม่ได้มีการกำหนดแน่ชัดถึงระยะเวลา และระดับความรุนแรงในการติด แต่มีเกณฑ์บ่งชี้ที่คล้ายกับการติดสุรา หรือ สารเสพติด เช่น การใช้เวลาดูจอนานขึ้น การกลัวที่จะห่างจากจอ การดูจอจนเสียการเสียงาน รวมถึงเสียความสัมพันธ์กับคนรอบกาย หากพบปัญหาเหล่านี้ก็จัดได้ว่าเป็นภาวะติดจอ
ลักษณะอาการเป็นอย่างไร?
การใช้เวลากับจอมากเกินควร ส่งผลให้เกิดเป็นพฤติกรรมเนือยนิ่ง (Sedentary Lifestyle) ไม่ออกกำลังกาย หรือ ทำกิจกรรมอื่น ย่อมนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพ เช่น เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ และมักพบปัญหาเรื่องสายตา การปวดกระบอกตา ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คอ ข้อมือ นิ้วมือ เป็นต้น
เช็ก 7 สัญญาณเตือน "อาการป่วยทางจิต" ที่ควรปรึกษาแพทย์
ส่งผลต่อสภาพจิตใจมากแค่ไหน?
สำหรับผลกระทบต่อสุขภาพจิตนั้น ทำให้เกิดอาการโฟโม (FOMO : Fear of Missing Out) คืออาการกลัวตกข่าว หลุดกระแสสังคม ซึ่งอาการนี้ยังนับรวมไปถึงการกลัวถูกกีดกันออกจากกลุ่ม กลัวไม่เป็นที่ยอมรับ ขณะเดียวกันถ้าข้อมูลที่เสพนั้นมีเนื้อหาที่รุนแรง เร้าอารมณ์ ก็มีโอกาสพัฒนาเป็นโรคซึมเศร้าได้อีกด้วย
วิธีดูแลใจลูกยุคโควิด-19 สังเกตสักนิดป้องกันปัญหาสุขภาพจิตตามมา
สามารถพัฒนาให้เกิดโรคสมาธิสั้น?
ภาวะติดจอในเด็ก ปัจจุบันยังไม่มีข้อยืนยันที่ชัดเจนว่าเป็นชนวนเหตุให้เกิดโรคสมาธิสั้น แต่ภาวะติดจอมีผลร้ายแรงต่อเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น เพราะจะกระตุ้นอาการให้รุนแรงขึ้น รวมถึงความสามารถในการควบคุมตนเองยังลดน้อยถอยลงอีกด้วย และสำหรับเด็กทั่วไปภาวะติดจออาจส่งผลให้มีอาการคล้ายสมาธิสั้นได้ เช่น ไม่สามารถรอคอยได้ ไม่สามารถอยู่นิ่งได้นาน เป็นต้น
โควิด-19 ส่งผลกระทบให้เกิดโรคติดจอมากขึ้น?
มีตัวเลขยืนยันอย่างชัดเจน ถึงอัตราการเติบโตของการใช้โซเชียลมีเดีย และการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่สูงขึ้น เนื่องจากคนไม่ได้ออกจากบ้าน จึงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับจอ ไม่ว่าจะเป็น การดูหนัง ฟังเพลง หรือ การเล่นเกมออนไลน์ เพราะฉะนั้นในช่วงโควิด-19 จึงมีความเสี่ยงให้เกิดภาวะติดจอสูงขึ้น
ภาวะเบิร์นเอ้าต์ (BURNOUT) อย่ารอให้หมดไฟในการทำงาน
มีคนป่วยเพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบอย่างไร?
เมื่อมีคนป่วยติดจอเกิดขึ้นในบ้าน ย่อมส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว พูดคุยกันน้อยลง ไม่มีกิจกรรมร่วม นอกจากนี้ยังส่งผลไปถึงหน้าที่การงาน หรือ การเรียน รวมไปถึงด้านสังคมเมื่อเกิดปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิตย่อมกระทบไปถึงทรัพยากรของประเทศชาติในการใช้ดูแลผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น
เช็กอาการเบื้องต้น ติดจอหรือยัง?
เนื่องจากภาวะติดจอยังไม่ถูกกำหนดเป็นโรค เกณฑ์ในการกำหนดระยะเวลา อาการ และความรุนแรง จึงไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน แต่สามารถเฝ้าระวังได้ โดยหมั่นสังเกตตนเองว่าใช้เวลาไปกับจอยาวนานเกินกว่าที่วางแผนไว้หรือเปล่า มีความสุขมากขึ้นหรือเปล่า เกิดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ติดจอจนไม่กินข้าว ติดจอจนทำงานล่าช้า ติดจอจนไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบกาย ติดจอจนไม่ทำกิจกรรมอื่น อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณของภาวะติดจอ
"โรคเครียด" ปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ แนะวิธีรับมือแบบสร้างสรรค์ทำตามง่าย
การรักษาและการป้องกัน ทำอย่างไร?
หากมีปัญหาติดจออย่างหนัก ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ แต่เบื้องต้นสามารถทำได้ด้วยตนเอง ซึ่งสิ่งสำคัญของปัญหาติดจอนั้น คือเรื่องของวินัยที่ต้องฝึกควบคุมตนเอง บริหารเวลาในการใช้อุปกรณ์ต่างๆ หากิจกรรมอื่นทำเพื่อเบี่ยงเบนให้ออกห่างจากจอ ตั้งเป้าหมายกับตนเองโดยเลือกที่จะใช้ประโยชน์จากจอ ระมัดระวังผลร้ายที่อาจเกิดขึ้น จะทำให้ใช้ชีวิตกับจอได้อย่างมีความสุข
การดุแลสุขภาพใจให้แข็งแรงสำคัญไม่แพ้การดูร่างกายภายนอก เพราะหากใจป่วยก็อาจทำให้กายป่วยตามได้ ดังนั้นการรู้เท่าทันความเสี่ยง เลี่ยงปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดโรคและความผิดปกติ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลย เพราะสุขภาพที่แข็งแรงเป็นสมบัติล้ำค่าที่หาซื้อที่ไหนไม่ได้