คุกคามแบบเหมารวม การตีตรา-กดดัน จากความเชื่อของสังคม!
ไม่สมควรมีใครโดนคุกคามและด้อยค่า ...แต่เราเองรึเปล่าที่กำลังคุมคามคนอื่นแบบไม่รู้ตัว ทำความรู้จักการคุกคามโดยภาพเหมารวมตามหลักจิตวิทยา
ความเชื่อเหมารวม (stereotype) หลายคนอาจนึกภาพไม่ออก ขอยกตัวอย่างให้เก็นภาพชัดคือ “ว่าแล้ว ขับรถไม่ดี ที่แท้เป็นผู้หญิงขับนี้เอง!” “ผู้ชายเจ้าชู้” “ผู้ชายรับฟังคนอื่นไม่เป็น” หรือ “ผู้หญิงชอบจำทางไม่ได้!” เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าหลายคนถูกชุดความคิดเหล่านี้ใส่สมองมาพอสมควรและอาจจะจริงหรือไม่ก็ได้ เป็นเพราะระบบการรู้คิด (cognition) ของมนุษย์นั้นได้สร้างทางลัดเพื่อช่วยให้เราประหยัดสมอง ตัวอย่างที่เห็ดได้ชัดมากกว่าข้างต้นคือ
- เราเชื่อว่าคนในประเทศหนึ่ง ๆ มาสายเป็นประจำ เราก็จะไม่คาดหวังที่จะเจออีกฝ่ายตรงตามนัด
- เราอาจจะเลือกที่จะปรึกษาปัญหาหัวใจกับพี่สาวที่เป็นพยาบาลแทนพี่ชายที่เป็นวิศวกร เพราะคิดว่าคนนึงน่าจะรับฟังเราดีกว่าอีกคน
บางครั้งภาพเหมารวมนี้อาจจะสะท้อนความจริงบางส่วนหรือตรงกับประสบการณ์ส่วนตัวของแต่ละคน ภาพเหมารวมนี้จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราประมวลข้อมูลในสังคมที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้นด้วยความที่ภาพเหมารวมไม่ได้เป็นแค่ความเชื่อของคนเพียงคนเดียว แต่คนจำนวนในสังคมเห็นตรงกัน มันจึงแทรกตัวอยู่กับปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และความเชื่อเหมารวมนี้สามารถคุกคามจิตใจและพฤติกรรมของผู้ที่เกี่ยวข้อง นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน (Steele & Aronson, 1997) ที่บัญญัติคำว่า การคุกคามโดยภาพเหมารวม จึงเปรียบว่าการคุกคามนี้มันซ่อนตัวอยู่ในอากาศ
ภาพเหมารวมกลายเป็นการคุกคามได้อย่างไร?
นักจิตวิทยาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็ก คะแนนคณิตศาสตร์ของเด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงในช่วงประถมนั้นไม่ได้แตกต่างกัน แต่ความแตกต่างของคะแนนสอบเริ่มมีให้เห็นมากขึ้นในวัยมัธยมและมหาวิทยาลัย แถมยังจำกัดอยู่เฉพาะในด้านคณิตศาสตร์เท่านั้น ในขณะที่คะแนนสอบวิชาอื่นของเด็กผู้ชายและผู้หญิงนั้นไม่แตกต่างกัน (บางทีเด็กผู้หญิงได้คะแนนดีกว่าด้วยซ้ำ)
จึงเกิดคำถามว่าความแตกต่างของคะแนนเลขนี้เป็นความแตกต่างของความสามารถทางความคิดจริง ๆ หรือเป็นผลมาจากความคิด ความเชื่อ ความคาดหวังทางสังคม
นักจิตวิทยาจึงทดลองให้นักศึกษาชายหญิงมาลองทำข้อสอบเลข โดยนักจิตวิทยาบอกกลุ่มนักศึกษาชายหญิงกลุ่มหนึ่งว่า โดยทั่วไปผู้ชายผู้หญิงจะทำคะแนนในข้อสอบนี้ได้ไม่เท่ากัน แต่นักจิตวิทยาบอกนักศึกษาชายหญิงอีกกลุ่มหนึ่งว่า โดยทั่วไปผู้ชายผู้หญิงได้คะแนนในข้อสอบนี้ไม่ต่างกัน ในความเป็นจริงแล้วข้อสอบเลขทั้งสองชุดนั้น เป็นข้อสอบชุดเดียวกัน
ปรากฏว่านักศึกษาหญิงที่ในกลุ่มแรกถูกคุกคามจากความเชื่อที่ว่าผู้หญิงไม่เก่งเลข
จนทำคะแนนได้น้อยกว่าเด็กผู้หญิงในกลุ่มที่สองตามความเชื่อนั้นจริง ๆ ในขณะที่นักศึกษาหญิงในกลุ่มที่สองไม่รู้สึกถูกคุกคามและได้คะแนนไม่แตกต่างจากนักศึกษาชาย แสดงให้เห็นว่าความแตกต่างของคะแนนชายหญิงไม่ได้เป็นเพราะความแตกต่างของความสามารถ แต่เป็นเพราะผู้หญิงต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่กดดันและคุกคามมากกว่าเมื่อต้องลงมือทำข้อสอบในวิชาที่สังคมมองว่าผู้หญิงไม่เก่งหรือไม่มีความสามารถ
“โรคสมาธิสั้น”พบในเด็กไทยเฉลี่ย 4 แสนคนต่อปี เผยสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม
ในทางตรงกันข้ามผู้ชายก็สามารถประสบปัญหาแบบเดียวกันได้เมื่อต้องอยู่ในสถานการณ์ที่มีภาพเหมารวมว่าผู้ชายทำได้ไม่ดี เช่น เมื่อต้องรับฟังและทำความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ดังนั้น ขอให้คิดไว้เสมอว่า ก่อนที่เราจะพูด แซว หรือแม้แต่ชมใคร เกี่ยวกับความเชื่อของภาพเหมารวมเหล่านี้ เช่น “ปล่อยให้พวกผู้ชายเขาคิดเลขกันไปเถอะ” หรือ “เป็นผู้หญิงที่คิดเลขเก่งจังนะ” เรากำลังอาจจะเผยแพร่ภาพเหมารวมผิด ๆ เกี่ยวกับคนกลุ่มต่าง ๆ จนกลายเป็นสถานการณ์ที่คุกคามให้เกิดความกดดัน จนคนกลุ่มนั้นไม่สามารถที่จะแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาได้เต็มที่
ถ้าจะให้ดีขอให้ชื่มชมกันที่พฤติกรรมโดยไม่ต้องเอาเรื่องเพศ เชื้อชาติ เข้ามาเกี่ยวข้องดีที่สุดนะคะ
ขอบคุณข้อมูลจาก : คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย